เพื่อนเก่า
โดราเอม่อน
อ่านช้าๆ
และแล้วก็ไม่ได้เขียน
คนสองคน
ถูกที่ ถูกทาง และถูกเวลา
Just Go With It
Commitment
Again
หนังสือสวดมนต์
แสร้งโง่
รักฉันอย่าคิดถึงฉัน
แม็กโลนัล
ความมั่นคง
วันนี้ที่รอคอย
ใจเหงาๆกับเหล่าพยาบาล
ตาทั้งสองข้าง
ความประทับใจในความเรียบง่าย
ความเข้าใจผิด
วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ
วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนที่ 1
บันทึกความทรงจำวันสงกรานต์
บทสรุปการเดินทาง(ตอนจบ )
บทสรุปการเดินทาง(2)
บทสรุปการเดินทาง
ออเดิร์ฟก่อนจะถึงบทสรุปของการเดินทาง
สองความประทับใจที่แตกต่าง
แวะมาพัก
การเดินทางครั้งใหม่
หยาดน้ำตาจากความฝัน
ปล่อยไปตามลม
เรื่องของความละอายใจ
Retro
พูดคำว่า อรุณสวัสดิ์ด้วยกัน ^^
ความสับสนทางอารมณ์
อาคันตุกะทางธรรม
ปิ่นโต
ไม่มีใครหัวเราะก่อนจะร้องไห้
R.I.P
OiLy
Mody
คุณตูน
คุณต้อม






 



กายของเธอคือโพธิพฤกษ์

จิตสำนึกพ่างเพียงกระจกใส

หมั่นเช็ด หมั่นถู หมั่นดูไว้ 

อย่าปล่อยให้ฝุ่นผงลงบีฑา


โพธิพฤกษ์มิเคยมีมาแต่ต้น

กระจกยลก็เช่นกันอย่าสรรหา

สรรพสิ่งว่างเปล่า เงามายา

ฝุ่นเจ้าขา จะลงจับ กับอะไร 


ชินเชาคมคายประกายปาก

เว่ยหลางซิเก่งกาจเกินขานไข

ต่างคนก็ต่างเห็นความเป็นไป 

ของสัจธรรมยิ่งใหญ่สิ่งเดียวกัน 


หนึ่งคือดวงจันทร์พรรณผุดผ่อง

หนึ่งคืออาทิตย์ส่องแสงรังสรรค์

โลมชาวโลกย์โศกหายคลายจาบัลย์

เพื่อเผ่าพันธ์ุมหาชนได้พ้นทุกข์


คือภูมิพิชชาพระสัมพุทธ

คืออนุตตรญาณบันดาลสุข

คือสาขาธรรมวินัยพิไลยุค

คือ "เซน" ปลุกมนุษย์เห็นประเด็นธรรม


บทประพันธ์จากท่าน ว.วชิรเมธี 

เขียนเกี่ยวกับความเป็นไป

ของท่านเว่ยหลาง และ ท่านชินเชา 

สองผู้ยิ่งใหญ่แห่ง "เซน"


ท่านชินเชากล่าวว่า

กายของเธอคือโพธิพฤกษ์

จิตสำนึกพ่างเพียงกระจกใส

หมั่นเช็ด หมั่นถู หมั่นดูไว้ 

อย่าปล่อยให้ฝุ่นผงลงบีฑา

อืม เรามักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่าให้หมั่นคอย

เช็ดถูจิตใจของเราให้สดใส อย่าให้ต้องความหม่นหมอง

มิเช่นนั้น ไม่ว่าเรามองไปทางไหน โลกก็คงไม่สดใส


แต่ท่านเว่ยหลางกล่าวว่า 

โพธิพฤกษ์มิเคยมีมาแต่ต้น

กระจกยลก็เช่นกันอย่าสรรหา

สรรพสิ่งว่างเปล่า เงามายา

ฝุ่นเจ้าขา จะลงจับ กับอะไร 

เราจะบอกว่าอันไหนดีกว่ากัน

ก็คงจะเป็นเรื่องยาก ขึ้นอยู่กับว่า

เราจะมองในมุมไหน หากมองในทางธรรม

ของท่านเว่ยหลาง ย่อมคมคายกว่า 

และกลับไปสู่ที่สุดของสรรพสิ่งนั่นคือ "ความว่างเปล่า"

แต่หากมองในทางโลก คำของท่านชินเชาแลดูจะ

ตรงใจกว่า เพราะการใช้ชีวิตในสังคม ในทางโลก

ที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัวเรานั้นก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้มา

เป็นแรงขับ มาเป็นแรงผลักดันในก้าวเดินของชีวิต 

แต่หากเราขับมันด้วยทัศนติที่ดี ก็เสมือนว่าเราขับ

เรือแห่งชีวิตลำนี้ไปบนเส้นทางที่ดีงาม 

แต่ในส่วนของตัวผมเอง ผมคิดว่ามนุษย์เรานั้น

ควรจะใช้ทั้งสองหลักในการขับเคลื่อน เรือแห่งชีวิตลำนี้

บ้างเราต้องพุ่งทะยานไปด้วยความมุ่งมั่น และความอยาก

และก็อีกบ้างที่เราต้องรู้จักที่จะปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่น ถือมั่น

กับอะไรให้มันมากมาย ถือได้ แต่อย่าไปยึดติด เราถือได้ 

เราก็ย่อมที่จะต้องวางมันลงได้ หากเราคิดได้เช่นนี้ 

ชีวิตที่ดิ้นรนอยู่ในทางโลก ก็คงจะมีแต่ความสุข ^^ 


หายหน้าไปหลายวัน จากภาระในการไปนู่นมานี่ เป็นช่วงที่ใช้เงิน

ไปอย่างมากมายในช่วงระยะเวลาสั้น โดยที่ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

กลับมา แต่สิ่งที่ได้ส่วนมาก กลับกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นแต่สามารถสัมผัสได้ 

นั่นก็คือ ความสุข 

รวมถึงภาระในการจัดทำหนังสือ สวดมนต์ ให้กับคนรู้จัก 

ในตอนแรกก็คิดว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะเป็นการให้ในสิ่งที่เราใช้ทุกวันอยู่แล้ว 

แต่พอมาทำจริงๆ กลับยาก และยุ่งยากไม่ใช่น้อย เพราะทุกทีเราจะคิด เราจะทำ 

เราจะเชื่อสิ่งไหน นั่นก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่ไม่ได้เดือดร้อนใคร 

แต่ตอนนี้การที่เราจะทำให้คนอื่นเค้าทำ และเชื่อตามเรา 

เราคงต้องสามารถอธิบายให้เค้าฟังได้ว่า ทำไมเราถึงทำแบบนี้ ทำไมเราถึงเชื่อแบบนี้ 

ทำให้หนังสือสวดมนต์เล่มนี้ คาดว่าจะเป็นหนังสือสวดมนต์ที่สมบูรณ์มากที่สุดเล่มหนึ่ง

เพราะในจุดประสงค์ของเรา คือต้องการสื่อให้เค้าเข้าใจว่า เชื่อได้ แต่อย่างมงาย 

และต้องมีหลักในการเดินทาง ไม่ใช่อะไรใครว่าดีก็ใส่ลงไป 

จะเชื่ออะไร โดยส่วนตัวเรามองว่าควรจะเชื่อโดยมีหลัก 

เพราะฉนั้นทุกสิ่งที่เราใส่ลงไป เราต้องค้นคว้า หาหลักในการอ้างอิง 

ทุกบทสวด มีคำแปล มีความหมาย ที่เราเทียบเคียงกับหลายสำนัก 

และหาจุดที่ดีที่สุด เพราะสิ่งที่เรานั้นต้องการสื่อลงไป ก็คือ 

หากมองในมุมเหตุและผล ว่าทำไมการสวดมนต์ถึงเป็นสิ่งที่ดี 

ก็ขอให้ดูที่คำสอน และความหมายที่แฝงอยู่ข้างใน เพราะนั่นก็เป็นหลัก

ในการดำเนินชีวิตที่ดีมาก 

แต่หากมองในมุมของความเชื่อ เราคัดในแนวทางหลักของศาสดาเอกของเรา 

มาเป็นแนวทาง หาใช่ครูบาอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งไม่ 

ก็คิดว่าหนังสือสวดมนต์เล่มนี้จะใกล้เคียงกับคำว่า สมบูรณ์ที่สุดของ ณ ช่วงเวลานี้

เพราะแน่นอนวันพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้เสมอ และหนังสือสวดมนต์เล่มนี้ 

ก็เป็นการเกิดตามแนวทางส่วนตัวที่เราคิดและเรามอง อาจจะไม่เหมือนของใครๆ 

( นี่ทำให้กับคุณป้าคนนึงแค่คนเดียวนะเนี่ย ) 


กลับมารอบนี้มีแต่แนวทางปรัชญาทางธรรม เพราะบังเอิญว่าความคิดในมุมนี้

ของเราเกิดอาการตกผลึก เพราะคนแบบเราหากเราเลือกที่จะเดินทางไปด้านขวา

เราก็ต้องบอกได้ว่า เส้นทางและปลายทางของด้ายซ้ายนั้นคืออะไร 

เราจะเลือกสิ่งไหน ก็หมายความว่าเส้นทางนั้น 

เราเลือกจากใจ ไม่ใช่เลือกเพราะ

ไม่มีทางอื่นให้เราเลือกเดิน 


ในประเด็นวันนี้มีสองสามเรื่องที่อยากจะบันทึกเอาไว้ 

ประเด็นแรก นั้นก็คือ ความรัก 


ประเด็นแรก ความรัก 

เช้าวันนี้เราได้รับการสื่อสารกับพี่สาว ในการถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบ

หลังจากการเดินทางท่องเที่ยวในรอบล่าสุด ซึ่งก็ได้ความว่าทุกคน

สนุกสนานดี แม้นจะมีหลายๆ อย่าง ไม่ลงตัว แต่สิ่งเหล่านั้นก็คือ 

ความงดงามอย่างนึงของชีิวิต และพี่สาวก็ได้ถามถึงผู้หญิงคนนึง

ว่าเรายังได้ติดต่อกับเค้ามั้ย เราก็ตอบไปว่า ไม่ได้ติดต่อมานานพอสมควรแล้ว

พี่เค้าก็เลยเล่าให้ฟังว่า ไปเจอที่ห่้าง เห็นเดินเกาะแขนกับผู้ชายคนนึง 

ก็เลยสงสัยว่า ยังมีการติดต่อกับเราบ้างมั้ย เมื่อได้คำตอบดังนั้นพี่สาว

ของเรานั้นก็สบายใจ ซึ่งเราก็คิดว่าผู้ชายคนนั้น่าจะเป็นสามีที่เค้าหย่า

กันไปแล้ว เราก็ขอเป็นกำลังใจให้เค้ารักกันดังเดิม และรักกันตลอดไป

เพราะแท้จริงแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่หน้าตาดีคนนึงเลยทีเดียว 

นิสัยโดยรวมก็โอเค แต่ที่เราไม่สามารถรักกันได้ ก็เพราะความไม่มั่นคง

ในจิตใจของเค้า รวมถึงความลับที่แฝงอยู่ในตัวเค้า ซึ่งทำให้เราขอ

เลือกที่จะไม่รับ สิ่งที่เค้ามอบให้ คนหลายคนชอบพูดประชดเราว่าทำตัว

เหมือนหล่อเลือกได้ คนสวยๆ ดูดีมีมาให้เลือกตั้งมากมาย มาชอบก็ไม่เอา 

แล้วจะเอาแบบไหน ???

โดยส่วนตัว เรามีทัศนคติว่า สิ่งใดที่อยู่ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ฐานะ 

หรืออะไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นหาได้สำคัญเท่าสิ่งที่อยู่ภายใน และจิตใจที่มั่นคงไม่ 

เพราะรู้ตัวเราเองว่า สิ่งที่เรามีค่ามากที่สุดสำหรับเรานั้นก็คือสิ่งที่อยู่ข้างใน 

ความั่นคงทางจิตใจ การดูแลเอาใจใส่ สิ่งเหล่านี้หากคนที่เลือกที่จะมองที่ภายนอก

ย่อมมองไม่เห็น รึอาจจะมองเห็นแต่อาจไม่เห็นค่า เพระาฉนั้น เราจึงตั้งเป้าเอาไว้

ว่า หากเรานั้นเลือกได้ ก็ขอให้ได้คนที่มีจิตใจที่มั่นคง และดูแลเอาใจใส่เรา 

เหมือนที่เราจะมอบให้กับเค้า 

ซึ่งคนคนนี้เราก็เคยถามว่า จะอะไรกับเรามากมาย คนหน้าตาดีดี ฐานะดี การงานดี 

แบบเธอ สามารถเลือกคนที่พร้อมและดีกว่าเราได้มากมาย จะมายึดติดอะไรกับเรา 

เค้าก็ตอบกลับมาว่า เค้าชอบความเด็ดเดี่ยว ความบ้า และความกล้า ของเรา 

ซึ่งเราก็มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงบางส่วนของความเป็นตัวเราเท่านั้นเอง หาใช่ 

ทั้งหมดไม่ สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ โผล่ออกมาให้เห็นตลอดเวลา มันมาแค่ในบางเวลา

ก็เท่านั้นเอง สุดท้ายก็ขอให้เค้าโชคดี อิอิ เราจะได้สบายใจว่าเค้าไปดีแล้วอีกหนึ่งคน 

มีคนบางคนบอกว่า หากวันไหนเรามีแฟน ให้เราประกาศไปให้คนอื่นรู้กันทั่วเลยว่า 

เรานั้นแต่งงานแล้ว เพื่อตัดปัญหากับคนหลายๆ คนที่ไม่ได้ติดต่อกัน แต่ยังไม่ยอมตัดใจ

แต่ส่วนตัวเรานั้นเชื่อว่า หากเราดำเนินชีวิตด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของตัวเรา

และใช้หลักของความเมตตา ก็น่าจะทำให้ทุกสิ่งอย่างมันออกมาเรียบร้อย อิอิ 



และก้กลับมาที่บันทึกการเดินทาง ในวันที่ 14 ของเรา 


เช้าเราก็ต้องรีบตื่นตั้งแต่ยังไม่ 6 โมง เพื่อที่จะรีบไปรับไกด์ของเราที่บ้านโป่ง 

และก็วกมาหาชาวคณะที่ นครปฐม ซึ่งเมื่อไปถึงบ้านโป่ง ราชบุรี

ไกด์ของเราก็พาเราไปไหว้พระขอพรที่วัดก่อนที่เราจะเริ่มเดินทาง


ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ก็ทำให้เราได้มีโอกาส

 

 

อาหารเช้าที่วิเศษที่สุด


มีอาหารเช้าทีวิเศษที่สุด นั่นก็คือ ไก่ปิ้ง หมูปิ้ง แบบชาวบ้าน 

ที่ว่าวิเศษ มันวิเศษตรงไหน มันก็วิเศษตรงที่ รสชาติที่ไม่ได้

ถูกปรุงแต่งอะไรมากมาย ไก่ย่าง หมูย่าง ก็คือ ไก่ย่าง หมูย่าง

ที่พยายามทำให้อร่อยแบบธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่งอะไรมากมาย

ไม่มีการปรุงแต่งให้มากความซับซ้อน บางทีการที่คนเราแสวงหา

อะไรให้มันมากมาย จนทำให้เกิดการปรุงแต่งอย่างมากมายเกินไป 

มันทำให้บางครั้ง เรานั้นก็ลืมไปแล้วว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เรากำลัง

สัมผัสอยู่นั้นมันคืออะไร 

ขอเรียกเมนูแบบนี้แบบนี้ว่า เป็นเมนูดีท็อกซ์หัวใจ ล้างหัวใจให้ไร้การปรุงแต่ง อิอิ 


หมอนเน่า


เมื่อเดินทางไปถึงนครปฐม ทุกท่านก็ทานอาหารเช้ากันเรียบร้อย กำลังนั่งเล่นกันอยู่ในห้อง

ใครห้องมัน ซึ่งก็อยู่ติดๆ กัน ทั้ง 5 ห้อง การมาถึงห้องแต่ละห้องในครั้งนี้ทำให้

เรารู้ว่า หลานๆ เราเกือบทุกคน ยังคงติด "หมอนเน่า" กันอยู่ 

ซึ่งก็คาดว่าทุกคน คงจะเคยมีกัน รวมถึงตัวเราเองก็เคยมีจนแม่ต้องโกหกว่า หนอนขึ้น 

แล้วแอบเอาไปทิ้ง ฮ่าๆ และที่สำคัญนอกจากเราจะรู้จักหมอนเน่าของแต่ละคนว่า

คืออันไหนแล้ว เรายังรู้ด้วย ว่าพฤติกรรมของแต่ละคนที่จะกระทำต่อหมอนเน่า

เหล่านั้นก่อนนอนทุกคืนคืออะไร ฮ๋าๆ เช่น 

มาโนช ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่มอหก โตเป็นหนุ่มแล้ว แต่ยังคงติดหมอนเน่าที่เป็นหมาอยู่ 

ซึ่งมาโนชเรียกหมอนใบนี้ว่า "พี่หมา "

และเมื่อเราพบเห็นเราก็เลยสาธยายว่า "นี่เวลาก่อนนอนจะต้องค่อยๆ กำหูของพี่หมา 

ค่อยๆ รวบๆ เข้ามาจนหมดหู คือ หูของพี่หมาจะยาวๆ เหมือนหมา หูยาว 

มาโนชก็จะค่อยๆ กำจากส่วนปลาย เขยิบเข้ามาทีละนิด ทีละนิด จนหมดและก็คลาย

แล้วก็ทำใหม่ จนกว่าจะหลับไป ประดุจหนึ่งการนั่สมาธิแล้วภาสนาพุทโธ พุทโธ จนกว่า

จิตจะเข้าฌาณ ฮ๋าๆ เมื่อเราสาธยายเสร็จ มาโนชก็ถามว่า รู้ได้ไงอ่ะ 

อ้ะ ก็แน่นอน เราโตมาด้วยกันนี่ 

จากพี่หมาน้อยน่ารักในวันวาน ในวันนี้เหมือนพี่หมาผีก็ไม่ปาน เพราะมีการปะ แล้ว

ปะอีก รอยปะเต็มตัว ถ้าเป็นคนก็ไอ่หมอนี่ นักโทษที่มีประวัติโชกโชนแน่นอน 

ซึ่งเมื่อถามก็ได้ความจากพ่อเค้าว่า มาโนชเป็นผู้ปะเอง เพราะพ่อกับแม่จะให้ทิ้ง 

อีกคน น้องบีม หลานสาวน้อยของเรา จะมีหมอนเน่าเป็นหมอนใบเล็กๆ 

เวลาก่อนนอนจะต้องเอามือล้วงเข้าไปข้างใน แล้วค่อยๆ เกา เบาๆ จนหลับไป 

และเมื่อเราทำนายทายทักไปว่ายังทำแบบนี้อยู่หรือป่าว เค้าก็ทำหน้าเหรอหรา 

แล้วถามว่า รู้ได้ไงอ่ะ เพราะมันเป็นเสมือนความลับที่อยู่ในส่วนลึกของครอบครัวเค้า

เท่านั้น ฮ๋าๆ 


พระปฐมเจดีย์ 

และเมื่อเราออกจากโรงแรมเป้าหมายแรกก็คือพระปฐมเจดีย์ ซึ่งในเวลานี้ต้องบอก

เลยว่า ร้อนตับแทบแลบ เหงื่อไหลเป็นทาง คนที่เกิดในแคลลิฟอเนีย แบบเราไม่ชิน

เอาละเลย ฮ๋าๆ แรดเรื่อยเปื่อยแท้ แต่ที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากมาก ณ ที่แห่งนี้

ก็คือ ภาพวาดฝาผนังที่สวยสดงดงามมาก รู้สึกทึ่งมาก เสียดายที่เค้าห้ามถ่ายรูป 

รู้สึก อัศจรรย์ใจมาก จนอยากจะกลับมาเสพงานศิลปะนี้อีกครั้ง ในวันที่อากาศเบาบาง

กว่านี้ เมื่อเสร็จกิจจากการไหว้สักการะสิ่งศักสิทธิ์เป้าหมายต่อไปของเราก็คือ 

ตลาดน้ำดำเนินสะดวก และตลาดน้ำอัมพวา 


ตลาดน้ำดำเนินสะดวก 

กว่าจะเสด็จมาถึงกัน ก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายแล้ว ตลาดก็วอดวาย มีแม่ค้าแค่ประปราย 

ฉนั้น โอกาส ที่เราจะได้สัมผัส ความงดงามทางวัฒนธรรม และธรรมชาติ

จึงมีอันต้องหมดไป จึงได้แต่ซื้อมะม่วง และผลไม้นิดหน่อยเป็นน้ำจิ้ม 

และก็เป็นธรรมดาของโลกใบนี้ ที่ของอะไรที่มีน้อย และเป็นที่ไม่ใช่ของของเรา 

คนมักจะแย่งกัน ชอบกัน เราซื้อมะม่วงหลายกิโลแล้วให้ป้าเค้าบอกใส่เป็นถุงเป็นถุง

แจกให้รถคันละถุง กลับกลายเป็นไม่มีใครเอา แต่ของที่ป้าเค้าปอกไว้ ให้ลองชิม 

แย่งกันกินจนหมดจานของป้าเค้า เอ้อ คนเรานี่มันก็แปลก แต่อย่าว่าแต่เค้าเลย ของเรา

เองที่ซื้อมา ก็ไม่ได้กินซักกะนิด ฮ๋าๆ 


ร้านอาหารลมทะเล 

ก่อนหน้าที่เราจะไปตลาดน้ำอัมพวากันต่อ ได้ความว่า พี่สาวจะพาไปกินอาหารทะเล

แถวสมุทธสาคร แถวๆ ดอนหอยหลอด ที่เค้าบอกว่าอาหารโอเคเลย 

ก็ขับรถอ้อม ไปอีกกว่าชั่วโมง พอไปถึงก็ต้องไปต่อคิว อีกครู่หนึ่งกว่าจะได้กิน 

เพราะคนเยอะมว้าก คาดว่าจะอร่อยตามคำโฆษณา 

ร้านอาหารร้านนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางสระน้ำ ที่ไม่รู้ว่าขุดเองหรือไม่ เพราะไม่ได้ถาม 

ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารทะเล ซึ่งวันนี้เราก็กินอย่างอิ่มหนำสำราญ โดย

ไม่คิดเลยว่าต้องเดินทางอีกนานแค่ไหน เกิดปวดท้องเข้าห้องน้ำจะทำยังไง ฮ๋าๆ 


ตลาดน้ำอัมพวา 

เมื่อเราอิ่มหนำสำราญเสร็จ ก็ได้เวลาเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ตลาดน้ำอัมพวา ที่เราเคย

อยากมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาสซักกะที โดยคราวนี้พี่สาวจะเป็นรถหัวขบวน 

เพราะเราไม่ค่อยแน่ใจในเส้นทาง ซึ่งรถเราเป็นรถคันก่อนปิดท้าย และที่สุดชีวิตก็

ไม่เคยเรียบง่าย ในขณะที่เรากำลังขับตามรถพี่สาวคันหน้าอย่างเพลิดเพลิน เมื่อก่อนที่

จะขึ้นสะพาน เราก็เห็นเค้ามีการชะลอรถเล็กน้อย และรถคันหน้าสุดก็เลี้ยว เบี่ยง

เพื่อไปกลับรถใต้สะพาน ส่วนรถคันที่สองกลับพุ่งขึ้นสะพานไป เราก็ อ่าว 

แล้วตรูจะตามใครเนี่ย เลยตัดสินใจ ตามรถคันแรกที่เลี้ยวใต้สะพานไป 

เราก็เริ่มสงสัย แต่เอ้ะ ยังไง รึเดี๋ยวรถคันนั้นก็ จะเลี้ยวกลับมา แล้วรถคันหน้า

เปลี่ยนโปรแกรมไปไหน เพราะรถเราเป็นคันเดียวที่ไม่มีวอ เหมือนรถคันอื่น 

เราก็เลยคิดว่าเดี๋ยวเค้าคงวอหากัน พอตามๆ รถคันหน้าไปแบบห่างๆ ก็เห็นป้าย

ว่ากำลังมุ่งหน้าไปอีกตลาดน้ำนึง เราก็คิดว่า สงสัย เค้าคงเปลี่ยนแผนกัน 

ก็คิดไปคิดมา เอ้ะ มันใช่มั้ยนะ เลยเร่งรถเข้าไปหารถคันหน้า เพื่อดูป้ายทะเบียน 

แต้วววว !! คนละป้ายกันคร้าบ !! รถบังเอิญเหมือนกัน ฮ่าๆ ผิดแล่ว เบรคเอี้ยด เลี้ยว

ลงข้างทางทันที ก็เลยไปสื่อสารกับรถคันหลังเค้าก็บอกว่า ก็นึกว่าเรามทางลัดเลย

ตามมา เพราะเค้าวอหากัน อยู่แล้วเค้ารู้กันอยู่ เราก็หัวเราะ แหะ ๆ 

ก็เลยมุ่งหน้ากลับไปใหม่ แต่แล้วก็กลายเป็นความโชคดี เพราะ ทางเข้าหลักของ

ตลาดน้ำ รถติดมาก ทำให้เราถามทางตำรวจเค้าเลยบอกให้เลี่ยงอีกทาง ทำให้เราสามารถ

หลบรถติดและถึงก่อนหน้าคนอื่นๆ 

แต่แล้วความตื่นเต้นก็ยังไม่จบ ฮ่าๆ เมื่อเราไปถึงตลาดน้ำ เราก็รอรถคันอื่นมาถึงก่อนเพื่อ

จะได้หาที่จอดใกล้ๆ กัน และเมื่อเราประกอบคาราวานเสร็จก็ค่อยๆ คืบคลาน ตามกันไป

เพื่อหาที่จอด และเมื่อถึงทางสามแยก มีตำรวจคนนึงคอยโบกชี้ที่จอดรถให้ คันอื่นๆ เค้าก็โบก

ให้ไปด้านขวาหมด พอคิวรถเรากลับโบกให้ไปด้านซ้าย ซึ่งพอมาได้นิดนึง รถก็ติดยาว 

เราก็โอ้ะ ไรนี่ เลยคิดว่ากลับไปทางเดิมดีกว่า แต่เอ้ ไม่มีที่กลับรถเอาไงดีน้า 

ซึ่ง ณ จุดนั้น เป็นถนนชาวบ้านสองเลน มีข้างทางนิดหน่อยเป็นหน้าร้านขายของอะไรซักอย่าง

และเป็นจุดที่รอรถประจำทางมารับเพื่อ พาคนที่เค้าจอดรถไกลๆ ไปส่งที่รถ ก็มีคนนั่งรอเต็ม

ไปหมด และเมื่อเราส่องว่ามีรถฝั่งตรงข้ามยังไม่มีมา เราจึงตัดสินใจหักรถแบบหนังแอ็คชั่น !

ฮ่าๆ ซึ่งบังเอิญหน้ารถเรามันพุ่งไปหาหน้าเต๊นพอดิบพอดี และเราก็คาดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็น

แบบนี้ ทำให้เราเลือกตัดสินใจที่จะไม่มองเข้าไปสบตากับคนในเต๊น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า มันต้องเป็นสายตาแบบไหน ฮ๋าๆ ไม่อยากจะจดจำไว้ในความทรงจำ และก็เป็นดังคาด เพราะไกด์

ของเราสบตา และมองเห็นคนเหล่านั้นเต็มๆ และเค้าก็เล่าว่า คนเหล่านั้นเกิดอาการตกใจ

แบบสุดขีด นึกว่ารถจะชน ทำน้าตาตกใจ มาก พอได้สติก็ด่าทอ เรา ฮ่าๆ ดีนะที่ไม่ได้มอง 

ไม่งั้นคงฝันร้าย เมื่อกลับรถได้ ก็มีพี่สาวโบกรถ ให้สามารถจอดได้อย่างสวยงาม อิอิ 

พอเดินเข้ามาเท่านั้นแหละ มวลชนมากมายมหาศาล ดุจดั่ง มดแตกรัง อากาศก็ร้อนอบอ้าว 

นี่หรือ ตลาดน้ำอัมพวา นึกว่า ตลาดน้ำจตุจักร ฮ่าๆ เมื่อเดินได้สักครู่ คณะทัวน์ของเราจึง

แบ่งออกเป็นสองก้ก ก้กแรกนั่งเรือเพื่อชมหิ่งห้อย ก๊กสองเดินเยี่ยมชมสินค้า และความงดงามทางวัฒนธรรม เราเลือกที่จะนั่งเรือ เพราะอากาศร้อนมาก อีกทั้งอยากชมแสงไฟน้อยๆ 

จากสิ่งมีชีวิตตัวจ๊อย ที่เรียกว่า หิ่งห้อย และก็สมดังใจปราถนา เห็นหิ่งห้อยจำนวนไม่น้อย

ไม่มากจนเกินไป เพราะได้ความว่าถ้าอยากเห็นเยอะ ๆ ต้องหน้าฝนหรือปลายฝน

แต่แค่นี้ก็ถือว่าเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุดช่วงนึงของเรา เมื่อกลับมาถึงก็กินขนมนู่นนี่

นิดหน่อย ส่วนกลุ่มที่เดิน ก็ได้ไปรอที่ศาลาใกล้กับที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นเวลาก็ราวๆ สองทุมกว่าๆ ทำให้คงถึงเวลาที่ต้องเข้าที่พักได้แล้ว 



รีสอร์ท 


ก่อนจะเข้าที่พักจึงได้มีการแวะซื้อของ ซื้อน้ำ ซื้อขนม ที่ปั๊มก่อนถึงเล้กน้อย 

และเมื่อไปถึงหลายคนก็อดความเย้ายวนใจของบะหมี่ รถเข็นในปั๊มไม่ได้ 

จึงขอลิ้มรสกันเสียหน่อย ส่วนเราขอบาย เพราะอิ่มมว้าก 

ซึ่งที่พักที่เป็นเป้าหมายต่อไป ก็ได้รับคำแนะนำจากไกด์ของเรา เพราะบ้าน

เค้านั้นอยู่ใกล้กัน อยู่บริเวณดอนหอยหลอด เพราะพวกพี่ๆเค้าอยากทำกิจกรรม

เช่น พวกตกหอย ปลูกป่าชายเลน เลยเลือกที่จะพักบริเวณนี้ ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้ว

เกิดอาการหลอนมาก หากต้องขับรถกลับคนเดียวคงน่ากลัวพิลึก 

เพราะรีสอร์ท อยู่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่มากพอสมควร ทางคดเคี้ยวเลี้ยวไปเลี้ยวมา

พอเข้าไปใกล้ถึง ก้เป็นถนนดินแดงที่ไม่มีไฟ อีก โอ่แม่เจ้า พอไปหน้ารถสว่างไปกระทบ

เสาข้างทาง นกฮุก ครับ นกฮูก เกาะตามเสาไฟ ตัวเล็กๆ สีขาว น่ารักเชียว นึกว่า

อยู่ในโลเกชั่นถ่ายหนังเรื่อง แฮรี่พอตเตอร์ น่ารักเชียว แหมๆ เงียบสงัด 

ชวนให้รายการคนอวดผีมาถ่ายทำเสียจริงๆ นี่ถ้าเจ้าของหน้าตาเหมือนดีเจป๋อง

นะใช่เลย เมื่อเราส่งเค้าถึงห้องก็มีอันต้องขออำลาเพราะตอนน้นก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่า 

กว่าจะไปส่งไกด์ถึงบ้านโป่งแล้วกลับเข้ากทม ก็ไม่น่าตำ่กว่าตีสอง วันรุ่งขึ้นต้องตื่น

ตั้งแต่ตีห้า เพื่อไปร่วมงานรดน้ำดำหัวคนรู้จักกันที่ราชบุรี อีก 

และขากลับไกด์ของเราก็พาไปหลง อีก ทำให้เสียเวลาไปอีกหนึ่งชั่วโมง T T 


สรุป 

การเดินทางคราวนี้ รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 1,200 กิโล เสียเชื้อเพลิง

เป็น แก๊ซ NGV ไปประมาณ หนึ่งพันบาท ถือว่า ถูกมาก จนทำให้คิดเลยว่า

หากซื้อรถใหม่คราวนี้ ต้องซื้อสองคัน คันนึงติดแก๊ซเอาไว้ใช้งานเต็มที่

เลย เพื่อความสบายกระเป๋าในการเดินทาง 

ต้องขอบคุณ หุ้นส่วนที่อนุเคราะห์ Toyota Fortuner ป้ายแดง ให้เราได้

ใช้ตลอดการเดินทางในครั้งนี้ ทำให้มีเรื่องราวและความทรงจำที่งดงามเกิดขึ้น

มากมาย ส่วนพี่น้องของเรานั้น การเดินทางของพวกเค้าเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง

เป้าหมายต่อไป คือ ปราณบุรี หัวหิน และชะอำ ^^ 


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ



วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ


วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ




 

วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ
วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบวันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบวันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนจบ
Create a MySpace Playlist at MixPod.com

     Share

<< วันที่น่าจะเป็นแค่เพียงวันธรรมดาแต่กลับกลายมาเป็นวันที่สวยงามที่สุด ตอนที่ 1ความเข้าใจผิด >>

Posted on Tue 16 Jul 2013 11:29
^^
mysterryboy   
Fri 27 Apr 2012 1:04 [4]

เรื่องหมอนเน่าเนี่ยคงจะเป็นกันทุกคน เรามีทั้งหมอนเน่า ผ้าห่มเน่า แล้วก็ติดบี้มุมกระโปรง 555 พิมไปยังขำตัวเองไป ที่บ้านก็ใช้มุขเดียวกันตอนแอบเอาไปทิ้ง จนทุกวันนี้ก็เลยกลายเป็นติดหมอนข้างแทน

แถวพระปฐมเจดีย์มีของทานอร่อยๆเยอะนะคะ ยิ่งตอนเย็นๆอารมณืเหมือนตลาดนัดเลย

รูปถ่ายที่เอามาฝาก น่ารักดีค่ะ ดูมีความสุข หลานๆเริ่มโตกันแล้วเนอะ จำน้องผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มที่นอนอยู่ตอนเตียงผ้าใบได้ รู้สึกว่าในไดอารี่หน้าก่อนๆ คุณเคยเอารูปมาลงใส่ชุดนร. ยังตัวเล็กๆอยู่เลย
OiLy   
Thu 26 Apr 2012 10:12 [3]

ลืมเขียนบอกว่า ที่พักที่เป็น Home stay
ที่อยู่ในเขตตลาดน้ำ น่าพักมาาาก
เพราะระเบียงมันยื่นมาในน้ำเลย
แล้วเราก็สามารถที่จะได้ดูคนที่มาเที่ยวได้ด้วย ชิวมาาาก เลย ยังตั้งใจว่าจะกลับไปอีกรอบเลย รอเสร็จงานงวดนี้ก่อน นึกถึง เย็นๆ นั่งจิบนิดๆ โอ่ บรรยากาศชิวมากเลย อิอิ
mysterryboy   
Wed 25 Apr 2012 22:47 [2]

ท่าทางครอบครัวคุนเจ้าของไดจะเป็นครอบครัวอารมณ์ดีนะคะ ไม่ว่ารุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ ... แบบนี้ทริปนี้คงสนุกมากๆๆ

ตูนอยากไปตลาดน้ำมานาน แต่ไม่เคยมีโอกาสไป อยากไปค้างคืนที่นั่น อยากตื่นมาตอนเช้ามาใส่บาตร ... นึกถึงบรรยากาศริมน้ำตามสวนต่างๆ ตื่นเช้ามาเจอบรรยากาศแบบนั้นคงเริ่มต้นวันใหม่อย่างสบายอารมณ์แน่ๆ
pinkomlette   
Wed 25 Apr 2012 22:27 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh