ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน ตอนจบ
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน ตอนที่ 2
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน
โอม จงเงย
บทสรุปทางธรรม
ทางธรรมปฐมบท
ชีวิต
กับสาว
เอาฟรายไปลอย
เดิน เดิน และเดิน
พัทยาทริป
ความฝัน การเดินทาง
ความกลัว
แก่เด็กๆ
วัดเมืองกาญจน์
เหตุเกิด ณ สระว่ายน้ำ
Back to the Future
บ้าน
อะไรเกิดขึ้นแล้วก็ดีทั้งนั้น
ความรักที่ไม่มีดอกจัน
จากใจ Dr LOVE
หนึ่งสิ่งที่มองต่าง
I wanna know
ตลาด
นิทาน ฉันสาบาน
ค่าน้ำ
กระดาษปึกเดียวนำไปสู่การสูญแบงค์พันอีกหนึ่งปึก
ตะลุยเที่ยวในหนึ่งวัน
เสาร์ที่มีจุดดำ
มิตรภาพที่ดีดี
ดราม่าที่สอนใจ
พิษ DDT
ฝึกจิตนอกสถานที่
วันจันทร์ที่เกือบจะหน่วงๆ
เรื่อยๆ มาไม่เรียง
Tips from Christmas carol & Lab party
ความขยัน และ ความทุ่มเท
ชายสามโบสถ์ ตอนจบ
ชายสามโบสถ์
OiLy
Mody
คุณตูน
คุณต้อม






 


เมื่อวาน เป็นวันแรกที่เริ่มเข้าสู่โปรแกรมดูแล

สุขภาพ เล่นเวท วิ่ง และว่ายน้ำ


สองอันแรก ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่อันหลังสุดนี่แหละที่เป็นประเด็น


เพราะอีตอนไปว่ายน้ำที่คอนโด บังเอิญห้องที่อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ

ห้องนึง เป็นผู้หญิงสองคน มานั่งที่ระเบียงซึ่งอยู่ติดกับสระว่ายน้ำ


เราก็แอบคิด เอ้ รึว่า เราจะแกล้ง ว่ายไปใกล้ๆตรงนั้น แล้วแกล้ง

ขาเป็นตะคริว จมน้ำ เพื่อให้เค้าผายปอดเราดีนะ

จะได้ทำความรู้จักเค้า พร้อมกับได้โบนัส ด้วย อิอิ


แต่


เอ้ะ ตอนเราจมน้ำ

แล้วเราจะสื่อสารเค้ายังไงดี ว่าให้เค้าผายปอด


เอ้ะ แล้วเวลาคนที่จมน้ำเค้าต้องทำท่ายังไงฟระ


แล้วมันก็คงไม่เหมือนในละครไทย ที่ถึงแม้นจมน้ำจะตายอยู่แล้ว

หน้าตาก็จะยังคงดูดี ผมเรียบ

พอผายปอดเสร็จก็ยังสามารถ

หันหน้ายิ้มหวาน แล้วขอบคุณสาวๆ ที่ช่วยเหลือได้


เหมือนตอนเจมส์ เรืองศักดิ์ ที่ตกเครื่องบิน

ก็ยังมีอารมณ์มาชูสองนิ้วให้นักข่าว


หน้าตาเรามันคงทุเรศ น้ำหู น้ำตา ขี้มูก มันคงทะลัก

แบบห้ามไม่อยู่ ลิ้นจุกปาก ตาเหล่ ผมยุ่ง คิดภาพแล้วทุเรศตัวเอง


มิหนำซ้ำ เกิดเค้าไม่ช่วย เค้าอยู่ในอาการตกใจ ร้องวิ้ดว้าย ดัง

สนั่น ลั่นทุ่ง ทีนี้ คนมามุง เต็มไปหมด หึหึ


“ ต้ายย ดูอีอ้วนนั่นสิ คนที่จมน้ำวันนั้นไง

สงสัยไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พอนานๆ ออกที ขาเลยเป็นตะคริว

ไม่ดูสังขารตัวเองเล้ย ช่างไม่เจียม "


คิด แล้ว คิด อีก ก็มีแต่แง่ลบ จบดีกว่ากับความเสี่ยงครั้งนี้ ฮ่าๆ





อ่ะ เราต่อกันเรื่องเมื่อวานดีกว่า



พอเรื่องแม่แว้บๆ เข้ามาตอนสวดมนต์ มันเลยเกิดคำถามต่อเนื่อง

ว่า เอ้ แล้วคนที่เค้าพักอยู่บ้านพักคนชรา เค้าได้รับการดูแลแบบไหน

เค้ามีหมอ คอยดูแล มั้ย ถ้ามีก็น่าจะเป็นหมอที่รักษาเฉพาะเวลาเป็น

นู่น เป็นนี่


แต่นึกถึง แม่ตัวเอง สิ่งที่คนแก่ เป็นส่วนมาก มันคือ

โรคเสื่อมสภาพทางร่างกาย กระดูกเสื่อม กล้ามเนื้อ นู่นนี่นั่น

ซึ่ง ก็คาดว่า ของเหล่านี้ ทางศูนย์ที่ดูแลไม่น่าจะดูแลในส่วนนี้เพราะ

ค่าใช้จ่ายน่าจะเยอะ


หลังจากสวดมนต์เสร็จ นอนคิดเรื่องนี้ต่อ

นอนคิดไป คิดมา ถึงตีสาม เมิงจะบร้ารึเปล่า ฮ่าๆ

คิดเป็นวรรคเป็นเวร เรื่องของเรื่องก็คือ พอมันฉุกคิด

ไอเดียมันก็เกิด อ่ะ เรามาฟังกันต่อ



เพื่อความแน่นอน เมื่อวานก็เลยโทรไปถามเพื่อนที่ทำงาน

อยู่ที่บ้านพักคนชรา ก็ได้ความอย่างที่คิดจริงๆ

มีหมอ แต่ก็คอยดูแล รักษาอาการเวลาไม่สบายเท่านั้น

แต่เรื่องจะให้มาเยียวยา ความเสื่อมทางร่างกายนี่ไม่มี


เอ้อ เราก็คิด มันน่าสงสารนะ เพราะเราเห็นจากแม่ตัวเอง

มันเป็นความทรมาณ ที่อยู่กับตัวตลอดเวลา มันไม่ใช่ เหมือนเวลา

เป้นหวัด เป็นโรคนู่นโรคนี่ ที่รักษาหายแล้วก็ไม่มีอะไร


แต่นี่ มันเป็นตลอด ปวดข้อ ปวดกระดูก นู่นนี่นั่น


ก็เลยลองถามเพื่อนว่า ถ้าเราเอาหมอกับเภสัช เข้าไปตั้งโต๊ะ

เหมือนเวลาที่หมอ กับ เภสัช

ออกไปตามชนบทจะได้มั้ย แล้วก็ให้เค้าช่วย จัดยา อาหารเสริม

อะไรที่จะช่วยเยียว ยา ความทุกข์ในส่วนนี้บ้าง

ก็ได้ความว่าน่าจะได้

เราก็คิด เดี๋ยวถ้ามีโอกาส คงต้องลองทำโครงการนี้ดู

เลี้ยงข้าว เลี้ยงอาหาร ถึงเราไม่เลี้ยงเค้าก็มีกินอยู่ละ

เราลองให้ ในส่วนที่เค้าไม่ได้รับดีกว่ามั้ย

แต่ก็ต้องลองเช็คในเรื่องของค่าใช้จ่าย

ไม่ว่าจะเป็นค่ายา ค่าตัวหมอ เภสัช

ที่ต้องจ้างแบบเหมาวันไป


แต่ การเดินทางของความคิดในค่ำคืนนั้น

ยังไม่จบ

คือเวลาคิด เรื่องแบบนี้ มันจริงๆ วู้ จิตมันโลดแล่น

และเบิกบาน ฮ่าๆ


เราก็คิดต่อ เอ้ รึโครงการในช่วงหลัง40ที่ว่าจะทำเกี่ยวกับมูลนิธิ

เราทำแบบนี้ ดีหว่า


ก็คือ เราจะไม่ทำเหมือนศูนย์ ที่มีคนมากๆ แต่ก็ดูแลได้ระดับนึง

ดูแลได้เฉพาะในส่วนขั้นพื้นฐาน



จากเดิมที่เรามีโครงการอยากช่วยเหลือ

เด็กนักศึกษาที่ขาดค่าเทอม เย้ย ไม่ใช่ เด็กที่ด้อยโอกาส


เราลองเอาสองสิ่งนี้มาผนวกกัน แล้วทำในรูปแบบของเราดีมั้ย


ลองคิดเล่นๆ เพราะตอนนี้ยังไม่มีตังค์พอ


เราทำเป็นมูลนิธิ ที่ดูแลคนไม่เยอะ แต่ดูแลแบบดีดี เสมือนว่า

เราดูแล คนในครอบครัว ไปเลยดีกว่ามั้ย



ไม่ใช่ทำแบบเป็นอาคารพัก อาคารนู่นนี่

เราทำเป็นบ้านพัก เป็นหลัง เป็นหลัง มีแม่บ้าน มีคนดูแล

ประจำแต่ละหลังไปเลย

แล้วให้คนชรา มาพักต่อหลังก็ไม่ต้องมากสามสี่คน เด็กอีกไม่เกินสามสี่คน

ให้เค้าได้อยู่ร่วมกัน ได้ใช้ชีวิตเหมือนได้อยู่"บ้าน"

มีคำว่า"ผูกพัน" มี"ความรัก" ที่เกิดขึ้น

มีคำว่า"ครอบครัว" เกิดขึ้น


เพราะเวลาเราไป ตามบ้านพักเด็ก และบ้านพักคนชรา

สิ่งที่เรามองเห็น คือ ความอ้างว้างในดวงตา

เพราะสายใยของความผูกพัน แทบจะไม่มี



เราลองให้เค้าได้ใช้ชีวิตร่วมกัน

ดูแลกัน เด็กก็จะเหมือนว่า มีญาติผู้ใหญ่ คนนึงในชีวิต

ไม่ใช่ อ้างว้าง และโดดเดี่ยว ที่อาจจะเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดดำในชีวิต

แล้ว หันไปดำเนินรอยตามเหมือนน้ำพุ

ส่วน คนชรา เค้าจะได้เหมือนมีหลานๆ มาคอยดูแลกันและกัน

ให้เค้าไม่เหงา และยังได้บ่น ได้นู่น ได้นี่ ได้ทำเหมือนว่า

หากยังอยู่บ้าน ก็คงจะได้ทำสิ่งนี้


คิดเรื่องนี้ทีไร อยากมีเมียซักห้าคน

เอาไว้คอยช่วยเหลือสังคม ในยามที่อายุเริ่มเยอะ

แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะคงไม่มีใครยอม ฮ่า

(ว่าแต่หาเมียคนแรก ให้ได้ก่อน เหอะ ฮ่า )




ส่วนตัว ผมมองว่า ข้อคิดดีๆ คำสอนดีๆ

การอบรมสั่งสอนที่ไม่ว่าจะดีแค่ไหน มันจะมั่นคงกว่า

หากมีคำว่า"สายใยแห่งรัก" มาพัน มารัดเอาไว้อีกทีนึง

รึ หากจเปรียบก็อาจจะเหมือนว่าทำไม

โครงสร้างคอนกรีตจะแข็งแรง ก็ต้องมีเหล็กเป็นไส้ในโครงสร้าง


เหล็กก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนคอนกรีต แต่คอนกรีตก็ไม่ได้

รับแรงยืดหยุ่นได้เหมือนเหล็ก

แต่หากนำมารวมกัน ในสัดส่วนที่ถูกแล้ว

ก็จะมีความแข็งแรงทนทาน อย่างยิ่งยวด



คนเราได้รับการสั่งสอนดี ได้รับการถ่ายทอดความรู้ดีดี

ก็ใช่ว่า จะเป็นคนดีเสมอไป

แต่หากได้รับการถักถอด้วยความรัก มันก็เพิ่มโอกาสที่จะให้

คนคนนั้น ได้ใช้ชีวิตในทางที่ถูกที่ควร มากยิ่งขึ้น



จากประสบการณ์ตรง(อีกแล้ว ฮ่าๆ )


ตัวผมเองนั้น ก็ไม่ได้รับการเลี้ยงดู จากพ่อแม่ที่แท้จริง

แต่คนที่เลี้ยงดูมา เป็นคนที่ผมควรจะเรียกพวกเค้าว่า

“ ตา กับ ยาย "

แต่เค้าขอรับผมมาเป็นลูก ซึ่งเรื่องราวจริงๆ มันเป็นยังไง

เราก็ไม่อาจรู้ได้


แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีผล ต่อความรู้สึกของผมแม้แต่น้อย

ไม่มีนะอารมณ์แบบนี้


"ฮือออ ทำไมตรูไม่ได้อยู่กับ พ่อแม่ ทำไมพ่อแม่ ไม่เลี้ยงตรู

ฮือออ ใช่สิ ใครก็ไม่รัก ตรูจะเสพยา!! “



อารมณ์นี้ไม่มี แต่กลับกลายเป็นทำให้ผมเข้าใจ

ในคำว่า"ความรัก" มากยิ่งขึ้น และทำให้ผมกลับรัก คนที่ดูแล

เรามากยิ่งขึ้นไป เพราะนั่นหมายถึงว่า คนที่เค้ากำลังรัก และดูแลเรา

อยู่ ณ ตอนนี้ เค้าไม่ใช่


รักเพราะความรับผิดชอบ


รัก โดยมีเงื่อนไข ทางสายเลือด


รัก เพราะต้องรัก


แต่เค้ารักเรา ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์

รัก ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง



ความรัก ที่เราได้รับ มันมากจนเรารู้สึกว่า

ถ้าเราไม่ส่งต่อ และ มอบให้คนอื่นเหมือนที่เราได้รับ

เราจะเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก


เพราะมีคนมากมาย บนโลกนี้ ที่ไม่เข้าใจ และไม่เคยได้รับมัน

แต่เราได้ และสิ่งที่เราได้ มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วย


เรามีสองทางเลือก

คือ หนึ่งเก็บมันเอาไว้ แล้วให้มันตายไปพร้อมกับเรา

หรือ สอง เลือกที่จะแบ่งปันให้คนอื่น ตามสมควร



ครั้งนึงผมเคยเจอทริกนี้โดยบังเอิญ

ขอตั้งทริกนี้ ว่า "บทพิสูจน์ว่าคุณรักเค้ามากแค่ไหน"


ครั้งนึงผม นั่งประชุมงานกับผู้ใหญ่หลายๆคน

จู่ๆ ผมก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า

“ เอ้ นี่น่ะเหรอ คนที่มีอำนาจมากมาย ตำรวจ ข้าราชการ

ต้องเกรงใจมาก เค้าก็มีสองหู สองตา มีจมูกมีปากเหมือนเรา

เนือ้หนัง เค้าก็บอบบางเหมือนเรา

ดูจมูกสิ แค่เอามือฉีกออกมันก็ขาดไม่ต่างจากกระดาษ"

แถมหนังก็เหี่ยวกว่าเราตั้งเยอะ แก่แล้ว

เรายังหนุ่มยังแน่นกว่ามากมาย


พอคิดเสร็จ เกิดข้อคิดจากเรื่องนี้สองประการ


หนึ่งเราก็ได้คิดว่า เอ้อ คนเรามันก็เท่านี้แหละ

ชีวิตก็หนึ่งชีวิตเมหือนกัน คนที่ยิ่งใหญ่ และมีอำนาจ

มันไม่ได้มาจาก เค้ามี สามเศียร หกกร หรือเหาะเหินเดินอากาศได้

มันก็เกิดจากการสร้างมายา

และสิ่งที่ไม่ใช่ สารัตถะที่แท้จริงแห่งชีวิตขึ้นมาทั้งนั้น



สองเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันทีเลย

อยากจะก้มกราบขอโทษผู้ใหญ่ท่านั้น แต่ก็ไม่รู้จะหาเหตุผลใดๆ

มาอธิบาย ว่าขอโทษทำไม

ทำให้ได้ คิดเลยว่า ถ้าเราอยากรู้ว่า

เรารักใครมากเท่าไหร่

เราลองคิด ว่าเราจะทำร้าย เค้าดู

แล้วเราจะรู้ว่า แท้จริงแล้วใจเรา รักเค้ามากน้อยแค่ไหน



ไอ่ที่นอนคิดถึงตีสาม ก้เพราะพอเราคิดเรื่องนี้แล้วมัน

เอ้อ มีความสุข มันเป็นความอารมณ์ ความสุขที่แท้จริง


มันไม่เหมือนกับ เวลาเราฝัน เอ้อ อยากได้นั่น อยากได้นี่

มันก็มีความสุขนะ แต่มันเป็นความสุข ที่มีดอกจัน

เพราะเมือ่เราได้ นั่นหมายถึง ย่อมมีคนเสีย

นั่นหมายถึง มีคนมองเห็น

อาจลามไปถึง ความอิจฉา ริษยา หมั่นไส้

ก็ตามแต่ เหตุการณ์ว่ากันไป


มีแฟนสวย แฟนดี คนหลายคนก็อยากแย่ง

มีรถดีดี คนก็หมั่นไส้ หาว่าไปค้ายา ไม่ก็โกงชาวบ้าน



แต่มันก็แล้วแต่ คน

ส่วนตัว ผมมองว่า สิ่งที่ผมจะมอบให้กับตัวเอง

มันก็ต้องเป็นไปตามสเต็ป ตามอายุทางโลก


ก่อนที่เราจะให้ความสุขที่ แท้จริง เป็นหลัก


เราก็ต้องให้ ความสุขที่มีดอกจัน กับตัวเองก่อน

เพราะความสุขเหล่านี้ ส่วนมากจะเป็นความสุขทางโลก

เป็นวัตถุ เป็นสิ่งของ เป็นอารมณ์


เมื่อเราเสพจนอิ่ม เราก็ค่อยไปให้ ความสุข ที่ไม่มีดอกจันให้กับตัวเอง



เราค่อยๆ เดินจากโลกนี้ไป ตามขนาดช่องที่สมควร


ขนาดของช่องก็แปรฝันไปตามกาลเวลา

เมื่อเรายังหนุ่มยังแน่น ยังมีคนที่เราต้องดูแล

ช่องเอาก็อาจจะใหญ่หน่อย เราก็อาจจะต้องแอคชั่น

ดิ้นรนมากไป

แต่ช่องก็ค่อยๆ เล็กลง เล็กลง จนสุดท้ายก็เหลือเพียง

ช่องน้อยแต่พอตัวเรา หรือก็คือขนาดของโลงศพเรานั่นเอง


ถามว่า ทุกวันนี้เข้าใจมั้ย ว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริง

เข้าใจ แต่มันยังไม่ใช่เวลา

ถ้าเราเลือกที่จะเสพแต่ความสุขที่แท้จริง

เราก็จะไม่ดิ้นรน ไม่ไขว่ ขว้า เสพแต่ความว่างเปล่า

เพราะเมื่อไม่มีบวกก็ไม่มีลบ

แต่เราทำใจได้รึเปล่า เราปล่อยวาง เรามีอุเบกขาพอรึเปล่า


แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน

ก็ไม่ผิดเพราะต่างคนก็ต่างมีเส้นทางที่ต่างกันออกไป


แต่เราขอเลือกเส้นทางนี้ ที่ช่องของเราค่อยๆ น้อยลงไปตามกาลเวลา

แต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงขยายช่อง ไม่ใช่หด หลังสี่สิบ นั่นแหละ

ค่อยหด ค่อยทำให้มันเล็กลงไป



แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น นี่ก็เป็นเพียงแผนการที่วางเอาไว้

เราก็ไม่รู้หรอกว่า เราจะไปได้ตามที่คิด ตามที่วางแผนเอาไว้


วันนึงเรา อาจจะไม่ได้มีเงินเพียงพอที่จะทำในสิ่งที่คิดให้สำเร็จ

ก็ไม่เป็นไร เพราะอีกช่องที่มองเอาไว้ก็คือ หากมีเรามีเครือข่าย

มีสมอง เราก็ค่อย รวบรวม การช่วยเหลือสังคมขององค์กร

ต่างๆ มาผนวกเข้าด้วยกัน เพระาทุกวันนี้ เกือบจะทุกองค์กร

ก้ต้องทำCSRอยู่แล้ว เพียงแต่ต่างคนต่างทำ

ก็เลยน้อยที่จะเห็นเนื้อเห็นหนัง

ก็ว่า กันไปตามเหตุการณ์อีกทีนึง


ไม่รู้สุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร

แต่อย่างน้อย เราก็ได้บอกตัวเองว่า เราได้พยายามคิด

ได้พยายามทำในสิ่งที่คิดว่่า เป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดแล้ว

ส่วนจะไปได้ถึงไหน ก็ตามแต่บุญ วาสนาจะพาไป



ไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อย เราก็ได้วางเป้าหมายเอาไว้

และ เราก็ได้สู้จนหมัดสุดท้าย แค่นั้นก็เพียงพอ

หากเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด วันพรุ่งนี้ก็ต้องดีกว่าวันนี้แน่นอน^^





ความรักที่ไม่มีดอกจันความรักที่ไม่มีดอกจัน
Music Playlist at MixPod.com

     Share

<< จากใจ Dr LOVEอะไรเกิดขึ้นแล้วก็ดีทั้งนั้น >>

Posted on Wed 7 Nov 2012 13:31
ถึงจะไม่เท่าเค้า...แต่คิดว่าก็สูสีอยู่นะ หยึ๋ยยยย!!

Tuck   
Thu 8 Nov 2012 21:59 [3]

เราจะลองดูนะค่ะ ^ ^

เราอ่าน Diary คุณย้อนหลังมาพอสมควรนะ บางตัวอักษรของคุณ มันทำให้เรากระจ่าง เข้าใจอะไรๆในหลายๆเรื่อง เพราะะแต่ละประเด็นที่คุณเขียนมันช่วยแนะวิธีคิดว่า กับปัญหาบางเรื่องเราควรคิดกับมันแบบนี้ ไม่ควรคิดแบบนี้ และคุณนำเรื่องธรรมเข้ามาแทรกตลอดๆ ทำให้เราพบว่าเราเป็นคนขาดสมาธิ มัวแต่ต้องรีบๆๆตัดสินใจ

ขอบคุณอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้กดมาเจอ Diaryคุณทันเวลา (เพราะปกติเราจะตามอ่านเฉพาะของคนที่ติด TOP Diary แค่ 4-5 คนเท่านั้น) แฮ่ๆ ^ ^










Tuck   
Wed 7 Nov 2012 23:37 [2]

ชอบ Idea ที่ให้เด็กกับคนชรามาอยู่ร่วมกันจังเลยค่ะ ขอถามคำถามนึงได้มั๊ยค่ะ...การสวดมนต์มันทำให้จิตนิ่งขึ้น และเรามีสมาธิขึ้นจริงรึป่าวค่ะ
Tuck   
Wed 7 Nov 2012 22:05 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh