วันวานยังหวานอยู่
เมื่อหนึ่งหนุ่มปะทะสองสาว ตอนจบ
วันที่ความฝันทำร้ายเรา
เมื่อหนึ่งหนุ่มปะทะสองสาว ตอนที่ 2
เมื่อหนึ่งหนุ่มปะทะสองสาว
ควันหลงหลังปีใหม่
คืนข้ามปี แบบ White memory
แด่มิตรภาพ
เปิ้ด สะ ก้าด อีกแล้วเด้อ
เปิ้ด สะ ก้าด
ซานต้า
โลกนี้ถ้ามันไม่มีคำว่า " บ้าน " มันจะเป็นยังไงกันนะ
การเดินทางของความคิด ตอน Starbuck Major
เล่าเรื่องประกอบภาพ ตอน ไกด์ทัวกรุงเทพ
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน ตอนจบ
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน ตอนที่ 2
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน
โอม จงเงย
บทสรุปทางธรรม
ทางธรรมปฐมบท
ชีวิต
กับสาว
เอาฟรายไปลอย
เดิน เดิน และเดิน
พัทยาทริป
ความฝัน การเดินทาง
ความกลัว
แก่เด็กๆ
วัดเมืองกาญจน์
เหตุเกิด ณ สระว่ายน้ำ
Back to the Future
บ้าน
อะไรเกิดขึ้นแล้วก็ดีทั้งนั้น
ความรักที่ไม่มีดอกจัน
จากใจ Dr LOVE
หนึ่งสิ่งที่มองต่าง
I wanna know
ตลาด
นิทาน ฉันสาบาน
OiLy
Mody
คุณตูน
คุณต้อม






 














อ่่า ตามที่พูดกับคุณกุ๋ย เอาไว้ ว่าด้วยเรื่องของธรรมะ

วันนี้ก็ได้ฤกษ์ทำตามสัญญา ยามราตรี


ก่อนจะไป ทางธรรมเอาทางโลกกันก่อนดีกว่า

วันนี้เปิดฉากมาเหมือนจะเร้าใจ ตอนแรกกะว่าจะไป

เชียงใหม่ ไปกินข้าวเย็นกับที่บ้านแล้วก็กลับ

ไฟล์ดึกสุด ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจาก

ได้รับการสื่อสารว่าเช้าวันนี้ มีประชุมนอกรอบ ที่สถานทูตแห่งนึง

แต่พอใกล้ถึงเวลา มีเหตุให้ต้องเลื่อนประชุม วันนี้

เลยพลาด กิจกรรมเลย ครั้นจะหาตั๋วตอนนี้ ก็คาดว่า

จะไม่ทัน แถมเห็นผ่านเฟส ว่า สมาชิกในครอบครัว

ไปลั้ลลา สัมผัสอากาศหนาวๆ บนดอย นี่แหละน้อ

ชีวิต ของคนเวลาไม่แน่นอน T T


เอาละ ได้เวลาเข้าสู่เรื่องทางธรรมกันบ้าง

เรื่องทางธรรมนี่ จริงๆ โดยส่วนตัวไม่นิยม พูดกับใคร

เท่าไหร่ เพราะต้องบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ที่มีความคิดที่หลากหลาย แต่มีจุดหมายเดียวกันบ้าง

ต่างกันบ้าง ตามแต่เหตุ ตามแต่ปัจจัยของแต่ละคน


ซึ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำว่า"ความเชื่อ"ไม่ว่าจะเป็น

ความเชื่อในสิ่งที่มองเห็น หรือ มองไม่เห็นก็ตาม

เป็นสิ่งที่บอกตัวเองเสมอมา ว่า "ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว"

ปัญหาใด ไม่นำไปสู่การได้ตังค์ ปัญหานั้น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว

หรือ ยุ่งเกี่ยวได้แต่พอประมาณ ฮ่าๆ

จ้าบบ ก่ คติ ผม ฮ่าๆ ชัดเจน


INTRODUCTION


แต่ในเมื่อมีรีเควส มา ก็จะขอใช้วิธีเล่า ในส่วนของ

เรื่องราว และประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันถูกหรือมันผิด

แต่ มันก็คือทางที่ผมได้เคยเดินมา และ กำลังเดินไป


ในเรื่องนี้ การเล่าอาจจะยาวนิดนึง ไม่แน่ใจว่า วันนี้จะจบรึเปล่า

เพราะมันมีการเชื่อมโยง หลายมิติ ทั้ง ความเชื่อ ความคิด

การใช้ชีวิต สังคม ในช่วงเวลา ที่ต่างกันออกไป

จะพยายามชี้ให้เห็นถึงรายละเอียด ที่มีความเกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด

เพื่อความกระจ่างในเนื้อหา และทางเดินที่ผ่านมา


เพราะฉนั้น ถ้ายังไม่อ่านจนจบ อย่าเพิ่งสรุปว่าอะไรยังไง

มันมีบทสรุป ย่อยๆ ในแต่ละช่วงเวลา

แต่ไม่ใช่บทสรุปของ ณ วันนี้


เอาละ อินโทร มาเยอะละ จนจะหมดหน้าอยู่ละ ไม่เข้าเรื่องซักที อิอิ




STEP I “ เริ่มสวดมนต์"


ถ้าพูดถึงเรื่องทางธรรมในชีวิตผม ต้องย้อนไปแต่วัยเด็ก

บ้านผม ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านที่ มีกิจกรรมทางศาสนา

แบบชัดเจน หมายถึง ไม่ใช่ว่าต้องตักบาตร วันนั้นวันนี้

ทำไปตามเหตุ และปัจจัยเป็นครั้งคราวไป มีการเกี่ยวข่้อง

กับพระสงฆ์บ้าง ของขลังบ้าง ไม่มาก


แต่ในส่วนตัวของชีวิตผม เริ่มเข้าสู่ทางธรรม ก็ตอนน่าจะอายุ

ประมาณ สิบเอ็ด สิบสอง ตอนนั้นขอให้พ่อช่วยสอนสวดมนต์ให้

เพราะ ณ ตอนนั้น อยากจะช่วยอธิษฐานให้พ่อ ให้พ่อ

ทำอะไร ก็ประสบความสำเร็จ เพราะมันก็ชัดเจน ถ้าพ่อดี

เราก็ดีด้วยยยย ฮ่าๆ


นั่นจึงเป็นเหตุ ที่ทำให้เราเดินเข้าสู่ศาสนา

(จุดเริ่มแรง มันก็มาจากแรงผลักของทางโลก)

เสียดาย ที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่บ้าน ไม่งั้นจะถ่ายรูปหนังสือ

สวดมนต์เล่มแรก ที่ยังมีรอยดินสอ ที่พ่อติ้กเอาไว้ให้

ที่มองไปทีไร ก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ ทุกครั้งไป

ตอนนั้น ก็สวด อิติปิโส ชินบัญชร แล้วก็คาถา

ตามสายหลักประปราย ไม่มาก แต่เน้นที่พระคาถาชินบัญชร


ถามว่า ณ ตอนนั้น มีภาพที่เราสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นแรงจูงใจ

ในการทำมั้ย.........มี


ผมจะจินตนาการ ถึงการสร้างกำแพงบุญ ที่นึกถึงการก่ออิฐทีละก้อน

เหมือนว่า ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ มันเหมือนกับเราได้ไป

วางอิฐแห่งบุญลงบนกำแพง ให้มันสูงขึ้นใหญ่ขึ้น ทุกวัน ทุกวัน

ทุกครั้งที่คิด ก็บอกตัวเองว่า เราไม่รู้หรอกว่า ชีวิตเราในชาติปางก่อน

อาจจะทำบาป ทำกรรมมามากมาย ไม่รู้ รู้แต่

“ไม่ว่าต้นทุนเราจะมีมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเราหมั่นเพิ่มเติมมันลงไป

ซักวัน มันก็ต้องมากมาย และยิ่งใหญ่เหมือนที่เราฝันเอาไว้"


นี่เป็นภาพ ที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้เราก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางนี้

เพราะผม เป็นคนเพ้อฝันมาตั้งแต่เด็ก ฝันว่า อยากรวย

อยากนู่นนี่นั่น แต่ตามสไตล์เด็ก เราก็ทำได้แค่เรียน

เราไม่รู้หรอกว่า เราจะทำอะไร แล้วมันจะทำให้เรารวย

เรารู้แต่เราต้องมีเงิน เพราะฉนั้น อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดี

ที่น่าจะทำให้เราเป็นดังฝัน เราก็ทำมัน


ผมก็ทำอย่างนี้ ทำในแบบแผนนี้มาเรื่อยๆ

ยิ่งช่วง อายุ 19นี่ยิ่งหนักเลย ช่วงนั้นอยู่ปี 1โดนรับน้อง

ซึ่งตอนนั้น คณะยังเป็นระบบ โซตัส เรียกว่า โหดมาก

ชีวิตคุณชายแบบเรา ไม่เคย เจออะไรแบบนี้มาก่อน

คลุกดิน คลุกทราย แล้วดันเสล่อ ซื้อเสื้อนักเรียน

ต้องมีแบรนด์Air row , GQ ฯลฯ คือติดหรู

เวรร ได้โดดบ่อโคลน กลิ้ง หมอบ คลาน ฮ่าๆ ฟายย เอ้ย

ใส่แบบชาวบ้านไม่ใส่-*-


มาหนักสุดตอนเป็นหลีด ซ้อมหนักมาก เที่ยงคืน ตีหนึ่ง

สามเดือน สี่เดือน มาเป็นช้ากว่าชาวบ้าน เพราะมีคนถอนตัว

คนอื่นเค้าซ้อมมาแล้วสองเดือน เราเพ่ิงเข้ามา เงอะๆ งะ ๆ

โดนลงโทษ แล้ว ลงโทษอีก เครียดมาก จนต้องสวดมนต์

แล้วภาวนา ขอให้ช่วงเวลาที่โหดร้าย และทรมาณ นี้ผ่านไปเร้วๆ

เขียนติดกระจก บอกตัวเองทุกเช้า "วันนี้คุณยิ้มแล้วหรือยัง"

ต้องยิ้มตลอดเวลา เพื่อกระตุ้นตัวเองไม่ให้หมองหม่น


เรื่องนี้ก็ต้องด่าว่า ไอ่ฟายเอ้ย อีกรอบ เพราะเลิกเรียน แทนที่จะ

กลับบ้านกลับช่อง แสดดด ดันไปนั่งเล่น เกมส์Counter strike

กับเพือ่นๆ ที่ีร้านเกมส์ หลังคณะ ช่วงนั้นมันกำลังฮิตนี่


กะลังเมามัน แซวกัน เอ้อว อ้าว

จู่ ๆ จู่เพื่อน ก็โทรมาถามว่าอยู่ไหน เราก็บอกอยู่หลังคณะว่าไง

เพื่อนก็บอกว่า อาจารย์เรียกตรวจแบบ

เราก็ โอ้ะ ป้านี้ มาเรียกตรวจแบบไรตอนนี้ เย็นป่านนี้แล้ว

แต่ ก็ไม่ได้เอะ ใจอะไร เพราะ ปกติ บางทีก็ตรวจกันถึงดึก


ฮู้ เสียรม ชะมัด กำลัง "พร้อมจะลุยกันมานานแล้ววว"ฮ่าๆ

ใครเคยเล่น น่าจะจำได้


ก็เข้าไป ก็งง เอ้ะ ทำไมไม่เห็นมีใคร มีแต่พวกซ้อมหลีด

พอไปถึงปั้บ รุ่นพี่ เดินมา "น้อง เพื่อคณะ มาเป็นหลีด "


เอ่อ พี่ครับ ผมเต้นไม่เก่ง ตัวแข็ง ฯลฯ

ไม่เป็นไร เดี๋ยวสอน น้อง ดูกฎของคณะ กล้าขัดคำสั่งเหรอ

เวรละไง และนั่นคือที่มาของเรื่องราวอีกมากมาย


คือ ณ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่า มันช่วยได้จริงรึเปล่า

แต่มันเหมือนกับเรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่เราไม่มีความสุข

เราก็ต้องการกำลังใจ ต้องการที่ยึดเหนี่ยว หรือ อะไรก็ได้

ที่เหมือนเราบอกตัวเองว่า เราได้พยายามทำให้มันดีขึ้นแล้วนะ




อ่ะ อ่ะ กลับมาที่เนื้อหาหลัก


STEP II “ เริ่มให้ทาน"


ผมก็เดินวิธีนี้มา จนอายุช่วง 25ย่าง26ก็เริ่มปล่อยปลา

ทุกวัน คือ อย่างไม่มี ไม่มี ก็ต้องมี ห้าวัน ต่ออาทิตย์

เพราะตอนนั้น คือ ช่วง ล้ม ครั้งแรก


แนวคิด ในเรื่องนี้ก็คือ

“ขอให้ชีวิตเราได้รับอิสระ เหมือนดังปลาที่เราปล่อยไป"

และ

“ตัวเรานั้นไม่อาจใช้ชีวิตได้อิสระ ขอให้ปลานี้ได้ใช้ชีวิต

อิสระ แทนเราในตอนนี้ และขอให้วันนึง เรานั้นได้

มีอิสระในการใช้ชีวิต เหมือนปลาเราที่ปล่อยไปในวันนี้"



แพทเทิน ทางความคิด ของ ตอนที่อยู่ ปี 1กับตอนที่ล้ม

ครั้งแรกมันก็เหมือนกัน ตรงที่ว่า เรากำลังเผชิญหน้า

กับสถานการณ์ที่เราคิดว่า มันคือ สถานการณ์ที่เลวร้าย

เราเลยต้องดิ้นรน เพื่อพยายามให้ตัวเองหลุดพ้นจากสถานการณ์

นั้น ออกไปให้จงได้


คือ ในตอนนั้นเรียกได้ว่า ชีวิตไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง

เลยก็ว่าได้ มีเงินในกระเป๋า พูดแบบไม่อายเลยว่า

ไม่เคยเกิน ห้าร้อยบาท ไหนจะเติมน้ำมัน ดีที่ข้าว

ยังมีข้าวบ้านให้กิน แต่ ทุกวันเราก็จะเจียดเงิน

ร้อยกว่าๆ มาปล่อยปลา ได้ใช้ ไม่เกิน สองร้อยบาท

แต่ก็ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน เหมือนกัน มีเข้ามา

เกือบทุกวัน ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง


ณ ช่วงเวลานั้น ที่ว่าอยากมีอิสระ เหมือนปลาที่เราปล่อยไป

ก็เพราะ เรากำลังติดกับอยู่ในกรง แห่งปัญหาที่เรานั้น

เป็นคนสร้างขึ้นมา เราไม่มีแบ็คทุนที่ไหน เมื่อเราสร้างทุกอย่างขึ้นมา

จากศูนย์ และมันก็เติบโตอย่างรวดเร็วเกินไป เติบโตแบบหลวมๆ

เติบโตบนความฮึกเหิม คึกคะนอง ทำอะไรใช้แต่ความคิด และอารมณ์

ไม่ใช้ปัญญา มองโลกแบบเทียมๆ


สุดท้าย เมื่อทุกอย่างไม่เป็นดังหวัง ก็เหมือนสิบล้อเหยียบมิิด

แล้วแหกโค้ง ยิ่งไม่เคยมีประสบการณ์จากความผิดหวังอีก

ยิ่งไปกันใหญ่


เมื่อเกิดปัญหา นอกจากมันจะกินทุกอย่างที่เรามี ที่เราสร้างขึ้นมา

มันยังก่อให้เกิดหนี้สิน ปัญหาที่ต้องตามแก้

เปรียบเหมือนตัวเองติดอยู่ในกรงขัง ที่ยากที่จะหนีพ้น


จนนำไปสู่STEPต่อไป


ทางธรรมที่อยู่กับเรา ณ ช่วงเวลานั้นคือ

หนึ่ง การสวดพระคาถาชินบัญชร

สอง การปล่อยปลา


ทั้งสองสิ่งนี้ วนเวียนอยู่ในชีวิตเราอย่างหนักหน่วง

แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะ อยู่กับสิ่งนี้อย่างเดียว

กินเที่ยว หนักด้วย เอ้อ ก็ยังแปลกใจอยู่

ว่า ทำได้ไง ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มีเงินอะไร

แต่ ณ ช่วงเวลานั้น คิดว่า เรื่องกินก็ส่วนกิน

ไม่เห็นเกี่ยวไม่ได้ทำอะไรเสียหาย


และก็ต้องบอกว่า ในช่วงชีวิต จนถึงวันนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรียกได้

เต็มปากว่า"จนที่สุด แต่มันที่สุด "

ใช้ชีวิตแบบเต็มที่มาก มันเหมือนกับไม่มีอะไรจะเสีย

พรุ่งนี้ ไม่รู้ว่าเป็นไง ไม่มีอะไร ต้องเสียอีกแล้ว

สุดมาก ใช้ชีวิตแบบสุดจริงๆ (แต่ไม่ใช่เล่นยานะ)

ดื่ม กิน เที่ยว จนมาก นะ แต่สาวๆ มาชอบเยอะมาก

โค ตะ ระ ของความลั้ลลา เลย


แต่ทุกสิ่งในดีมีเสีย ในเสียดีมี


ถามว่า ดีอย่างไร ก็ตรงที่เรา

ไม่ต้องจดจ่อกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้ามากเกินไป

เนื่องจากปัญหาที่เราเจอนั้น กับวัยที่เราต้องเผชิญ

มันก็เหนื่อยเอาการ และเราก็ยังเหมือนใช้ชีวิตแบบปกติ

ได้หัวเราะ ได้สนุกสนาน บ้างตามประสาวัยรุ่น


แต่ ผลเสียของมันล่ะ

อย่างแรกเลย คือ เราอาจจะเผลอสร้างปัญหาที่เราไม่คาดคิด

ขึ้นมาก็ได้

อย่างที่สอง คือ เราก็ไม่ได้ใช้สติในการพิจารณาถึงทางออก

อย่างที่สุด

แต่ตรงนี้ มันจะมีดอกจันตรงที่ว่า เหมือนกับช่วงเวลาที่เรา

“ ต้อง"ใช้คำว่า"ต้อง"เพราะในช่วงชีวิตของคน

มันจะมีช่วงเวลานี้อยู่ ถ้าใครตกอยู่ในช่วงเวลานี้ ต่อให้มุ่งมั่น

ที่จะคิดเท่าไหร่ ก็ยากที่จะหาทางออก เหมือนเส้นผมบังภูเขาบ้าง


รึ เหมือนที่เค้าบอก เรื่องบางอย่างมันก็ต้องให้เวลา เป็นตัวช่วย


เหมือนที่คุณตันบอก เวลาที่คิดไม่ออกจริงๆ อย่าไปยึดติด

ว่าต้องคิดให้ได้ ให้ไปพักผ่อน ให้สมองได้มองเรื่องที่ต่างออกไป

ได้เห็นสิ่งอื่นในมุมอื่น มุมที่ต้องมอง แล้วจะทำให้เรานั้นได้พบกับ

คำตอบ ที่ต้องการ


ทุกส่ิงมันมีเหตุผลในตัวมันเอง ช่วงที่เราต้องลำบาก

ถ้าเรามีสติ เราก็ถามตัวเองว่า เราต้องเจอเพระาอะไร

เหล็กจะแกร่งก็ต้องตี คนจะมีดีก็ต้องเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร




STEP III “ การเจอกับหลวงพี่"









มาถึงตอนนี้คาดว่าจะยาวไป เอาไว้ต่อกันวันพรุ่งนี้ดีกว่านะครับ^^



มีรูปจากASIATIQUEมาฝาก^^ 



ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท

ทางธรรมปฐมบท



รูปท้ายสุด สวนของแฟนผมเอง ผู้หญิงธรรมดา ธรรมดาคนนึง ที่เปี่ยมไปด้วย ความรักอันยิ่งใหญ่ Oh I LOve You my dear Juliet ^^

     Share

<< ชีวิตบทสรุปทางธรรม >>

Posted on Wed 5 Dec 2012 14:01
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh