ทัวน์แบบอาร์ตๆ ไปกับนายแชมป์ ตอนข้าวตะลุยข้าวสารแบบไม่เมา
วันวานยังหวานอยู่
เมื่อหนึ่งหนุ่มปะทะสองสาว ตอนจบ
วันที่ความฝันทำร้ายเรา
เมื่อหนึ่งหนุ่มปะทะสองสาว ตอนที่ 2
เมื่อหนึ่งหนุ่มปะทะสองสาว
ควันหลงหลังปีใหม่
คืนข้ามปี แบบ White memory
แด่มิตรภาพ
เปิ้ด สะ ก้าด อีกแล้วเด้อ
เปิ้ด สะ ก้าด
ซานต้า
โลกนี้ถ้ามันไม่มีคำว่า " บ้าน " มันจะเป็นยังไงกันนะ
การเดินทางของความคิด ตอน Starbuck Major
เล่าเรื่องประกอบภาพ ตอน ไกด์ทัวกรุงเทพ
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน ตอนจบ
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน ตอนที่ 2
ฝึกตบะ นอกสถานที่ ภาคหัวหิน
โอม จงเงย
บทสรุปทางธรรม
ทางธรรมปฐมบท
ชีวิต
กับสาว
เอาฟรายไปลอย
เดิน เดิน และเดิน
พัทยาทริป
ความฝัน การเดินทาง
ความกลัว
แก่เด็กๆ
วัดเมืองกาญจน์
เหตุเกิด ณ สระว่ายน้ำ
Back to the Future
บ้าน
อะไรเกิดขึ้นแล้วก็ดีทั้งนั้น
ความรักที่ไม่มีดอกจัน
จากใจ Dr LOVE
หนึ่งสิ่งที่มองต่าง
I wanna know
ตลาด
OiLy
Mody
คุณตูน
คุณต้อม






 









ก่อนที่จะไปStepต่อไป เมื่อวานข้าม รายละเอียดบางอย่างไป


STEP I.V “ บวช"


ตอนนั้นอายุประมาณ20ย่าง21พอจบปี2ก็ตัดสินใจ

บวช เพราะรู้สึกว่า เราติดค้างหลายคนมากเกินไป

พ่อแม่ พี่น้อง เราไม่มีอะไรจะตอบแทนเค้าได้เลย

เกิดเค้าตายไปก่อนทำยังไง เลยทำเท่าที่ทำได้ เลยบวช

ตอบแทนบุญคุณ ทุกคนดีใจมาก ร้องไห้ ไม่น่าเชื่อว่า

คนแบบเราจะตัดสินใจบวช ตอนที่ได้เข้าไปสู่ร่มพระกาสาวพัตร์


โอ้ ตอนนั้นจิตมันสงบมาก ไม่อยากสึกเลยจริงๆ ยิ่งวันจะสึก

ดันมีคน มาถามว่าหลวงพ่ออยู่กุฏิไหน ดูน่าเลื่อมใสจะขอเข้าไป

กราบ!!เอ่อ ผมจะสึกวันนี้ละครับ ฮ่า ๆ

มันสงบ เพราะสไตล์ผม ทำอะไรต้องอิน ต้องเต็มที่

โทรศัพท์ไม่ใช้ หนังสือไม่อ่าน ปฏิบัติลูกเดียว จนคนอื่นบอก

จะเว่อไปไหน เวลาจะติดต่อเอาอาหารมาถวาย เลยไม่รู้เลย

ว่าอะไรยังไง ฮ่าๆ ไม่ได้ไม่ได้ มันต้องจัดเต็ม เราเข้ามา

ไม่นาน ต้องดูด ให้ได้มากที่สุด


ที่รู้สึกสงบ เพราะอย่างที่บอกผมนั้นเป็นคนเพ้อฝันมาแต่เล็ก

มีความทะเยอทะยานสูง คิดเยอะ สมองไม่เคยหยุดทำงาน

เพราะฉนั้น ที่ผ่านมา

จึงหาความสงบทางใจ ไม่ค่อยได้ พอได้มาอยู่ทางธรรมแบบนี้

มันเลยสงบ ได้สัจธรรมมาหลายข้อ จากความเรียบง่าย

จำได้แต่ชื่อ แต่จำเนื้อหาไม่ได้ "สัจธรรมใบไม้"

จำได้ว่า เกิดจากตอนกวาดลานวัด

“สัจธรรมห้องน้ำ" เกิดจากตอนไปขัดสาธารณะของวัด


และคำตอบที่อยู่ในใจ เสมอมาก็คือ เรามีความสุขกับตรงนั้นมาก

จนตอนนั้น ถ้าไม่มีพ่อ อาจจะไม่สึก คิดแบบนี้ จนกระทั่ง

เร็วๆ นี้ ที่ได้มองย้อนกลับไป ก็ได้เปลี่ยนความคิด ที่อยู่กับเรา

มานาน เรื่องนี้ หาคำตอบได้ใน STEPสุดท้าย( EP1 )


อ่ะ และก่อนจะไป STEPต่อไป มีเสริมอีกนิดนึง

เป็นตอนเสริมของช่วงSTEP II ขอเรียกว่า


STEP II Extra


บางคนอาจมีคำถามว่า แล้วแบบนี้ช่วงที่ทำทาน ปล่อยปลาหนักๆ

มีภาพอะไรในใจมั้ย เหมือนตอนที่ STEP I มีภาพการวาง

ก้อนอิฐแห่งบุญ มีครับมี


ในขั้นตอนSTEP II ผมจินตนาการ ว่าการปล่อยปลา ให้ทาน

ทำบุญ เป็นเหมือนการเติมน้ำ ลงในเขื่อน ที่มีกำแพงแห่งกรรม

ขวางทางอยู่ เราก็ไม่รู้หรอกว่า จะขวางอีกนานแค่ไหน

แต่สิ่งที่เราทำได้ ก็คือ การเติมลงไปทุกวัน ทุกวัน

แม้นจะเป็นน้ำเพียงหยดเดียว เราก็มุ่งมั่นที่จะเติมมันลงไป

คงจะมีซักวัน ที่น้ำมันคงมากพอ ที่จะทำลายกำแพงกรรมอันนี้



STEP III “ การเจอกับหลวงพี่"


ในช่วงเวลาการเดินของSTEP II มันช่างยาวนาน เหมือนไม่มีวันสิ้นสุด

พอ ถึงจุด จุดนึง เราก็ต้องยอมรับความจริง ว่า

สิ่งที่เราตามหา มันอาจจะไม่มีอยู่จริง ต้องเลิกเดินตาม

ความฝัน ที่เป็นได้แต่เพียงความฝัน และเลือกที่จะเดิน

บนเส้นทางของความจริง และทำมันให้ดีที่สุด


ตอนนั้น ให้เวลาตัวเองอีก สองเดือน ถ้ายังไม่เจอหนทางใดๆ

ก็บอกตัวเองว่า"เราจะขายรถ ได้เงินนิดหน่อยก็ช่างมัน

แล้วก็เอาเงินนั้น

ไปซื้อรถเข็น ไปขายไก่ปิ้ง ที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้"


ที่ต้องทำอย่างนี้ ก็เพราะอย่างน้อย ถ้าเราเลือกแบบนี้

เราก็ไม่ต้องติดอยู่ในกรงขัง ของสังคม ที่ตีค่า ตีความหมายตัวเรา

ไม่ต้องรับฟังคำวิจารณ์ใดๆ ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก และ

ยากที่ใครจะผ่านไปเจอ ใครมันจะไปอยากตายแถวนั้นกันฟระ!!

๋ฮ่าๆ ก็คิดแบบนี้จริงๆ

ถึงแม้นเราเลือกที่จะไปอย่างที่ใจต้องการไม่ได้

แต่อย่างน้อยเราก็เลือกเดินบนเส้นทาง

ที่เราพอจะเลือกได้ และสบายใจมากที่สุดก็แล้วกัน


ตอนนั้นผม หยุดที่จะเดินทาง หยุดที่จะพยายามแบบสุดๆ

หยุดดิ้นรน ปล่อยให้ทุกอย่างมันไปตามครรลองของมัน

และรอเวลา ตามปฏิทินที่กาเอาไว้

(ถ้าวันนั้นไปทางนั้นแล้ว ก็คงจะไม่ได้เจอผมบนโลก

ตัวหนังสือแห่งนี้ หรือไม่ก็ผมก็อาจจะมีแต่เรื่องเล่าว่า

ขายไก่ปิ้งวันนี้ เจออาบังคนไหน รึวิ่งหลบระเบิด

ช่วงไหนมา ฮ่าๆ )


ในช่วงนั้นเอง ก็ได้เจอกับหลวงพี่

(ถึงตรงนี้ใครที่ติดตามเรื่องราวของผม

ก็น่าจะเคยอ่านมาแล้ว ก็อ่านผ่านๆ อีกรอบแล้วกัน)

เป็นความบังเอิญ เพราะคืนนั้นไปสรงน้ำพระ คนเดียว

เป็นวันสงกรานต์ วันที่ 15พอสรงน้ำเสร็จ ก็เข้าไปกราบพระ

ท่านก็เป็นพระที่อยู่ตรงนั้น พอดี ท่านก็ผูกข้อมือให้

เสร็จท่านก็ทำนายทายทัก คำแรกเลยที่พูดออกมา

“ อย่าไปคิดเลย ว่าตัวเองนั้นเกิดมาเป็นโจร"


อุ้ย รู้ได้ไงฟระ คำนี้ นิยามในใจตรูคนเดียวเลยนะเนี่ย

เริ่มละ เริ่มละ มันมาละ ความศรัทธา เริ่มเกิด

ท่านก็พูดเย้อะ เยอะมาก และถูกหมด เป็นนิยามที่ว่า

ไม่ใช่แบบ ทั่วไป มันคือ เฉพาะของเราเนื้อๆ เลย

เริ่ม เคลิ้ม มันมาไม่เคลิ้มตอนที่ท่านพูดว่า

“ ระวังนะ จะมีผู้หญิงเข้ามา ผู้หญิงคนนี้เป็นคนมีเจ้าของ

และจะนำความเดือดร้อนแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน

จะนำมาซึ่งความวุ่นวาย ให้ระวังให้ดี "


ตอนนั้นคิดในใจ"พระองค์นี้แรกๆ ก็พูดดี ตอนนี้ชักเยอะ

สงสัยพูดมากเลยไม่ตรง ฮ่าๆ ใครมันจะมาเอาเราฟระ

จนก็จน เดี๋ยวก็จะไปขายไก่ปิ้ง ภาคใต้อยู่ละ พูดไปเรื่อย ฮู้ ! “


แต่พอออกมาก็จดๆ แต่ก็ห่างหาย เพราะไม่เชื่อตรงประโยคนี้


แต่แล้ว อีกสองวัน เราก็ได้เจอกับผู้หญิงคนนี้จริงๆ ฮ่าๆ

และก็วุ่นวาย จริง !!

และชีวิต ก็ไม่ได้ไปขายไก่ปิ้ง เพราะจุดลงล็อคมันมาถึงพอดี

ทีนี้ก็เหมือนเสือติดปีก สิ่งที่เราสั่งสม และเพียรพยายามมา

มันเกิดผลแล้ว แล้วก็เหมือนน้ำไหลจริงๆ ไหลบ่าด้วย


ช่วงนั้นก็ถือว่า ให้ทานหนัก ถึงหนักมาก แต่แทบจะไม่ได้ปฏิบัติเลย

เหมือนกับ ถือว่า ให้ทานแล้ว บุญเหมือนกัน

(เรื่องนี้มีข้อคิดในSTEPท้ายสุด)( EP 2 )


ผ่านไปสองปี และก็แทบจะไม่ได้ไปหาหลวงพี่เลย

เพราะครั้งหลังสุดที่ไป ไปแล้วท่านทักว่า ช่วงนี้อย่าเพิ่งลงทุน

เพิ่ม จะเสียหาย คิดในใจ "เอาอีกละ น้ำกำลังขึ้นจะไม่รีบตัก

ได้ยังไง ฮู้ ขืนเชื่อพระ ไม่ต้องลงทุนกันพอดี ไม่เชื่อแล้วเฟร้ย "


ก็ห่างท่านไปเลย แล้วก็มุมานะลงทุน ลงแรงไปกับหายนะที่

กำลังเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว


พอเริ่มเกิดปัญหา ก็เริ่มกลับมาหาท่าน ก็เป็นจุดเร่ิมต้น

ที่เริ่ม จะหันหน้าเข้ามาทางศาสนาอีกครั้งในเชิงปฏฺิบัติ

แต่หนักไปทางพิธีกรรม ให้ท่านช่วยพาไปเป่า ไปเสก

ดูดวง พาไปหาคนเก่งๆ คือ พูดง่ายๆ เริ่มงมงาย

เริ่ม หา พลังศรัทธา จากสิ่งใหม่ๆ ไปไหนไปกัน

ใครว่าตรงไหนดีไป โอย เยอะ

แต่ถ้า ไปหาหมอ หรือเจ้าทรงคนไหน ประเภท

โผล่มาแล้วทัก เด็กตาม อะไรทำนองนี้ คือลุกเลย

ไม่สน ไม่แคร์ ช่วงนั้น ตกอยู่ในช่วงของอารมณ์

และอำนาจสุดๆ(ตามประสาคนห่างจากการปฏิบัติ)


จนถึงขั้นที่ว่า เคยเกือบ เอาคนไปเผาสำนักเจ้าทรงดัง

เพราะเค้ามาทักว่า ผีเข้า !!

หึหึ เมิงมาทักตรู ว่าผีเข้า เพราะตรูไม่เชื่อเมิงเหรอ

หึหึ งั้นตรูจะเผาสำนักเมิง ดูดิ้ เทพเมิงกับผีตรู อะไรจะแรงกว่ากัน!!

แต่พอมีคนมาห้าม ก็เลิกความคิดนี้ไป คือต้องบอกก่อนว่า

เวลาผมคิดไรแสบๆ ขึ้นมาละก็นะ รับรองจำไปอีกนาน ฮ่า


ณ ช่วงเวลานั้น ทำพิธีกรรมเยอะมาก บูชาพระ บูชาเทพ

แต่ห่างจากการปฏิบัติ ช่วงเวลานี้ นี่ะหนักกว่าช่วงSTEP II

คือความห่างจากการปฏิบัติ มันก็เหมือนกับการที่เราห่างจากใจ

ของตัวเราเอง


ตามหาของวิเศษทั้งหลาย สะสม พก โอย เยอะ แท้เหลา


แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าท่านสนับสนุนนะครับ ท่านบอกเสมอว่า

“ อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ " “ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"


เจ้ายัง ไม่ช่วยตัวเอง แล้ว ครูบาอาจารย์ที่ไหนจะช่วยเจ้าได้


แต่เรามันรั้นเอง บอก

"หลวงพี่ ผมช่วยแล้ว แต่ยังไม่พอขอแรงส่งหน่อย!! “


หลวงพี่ท่านก็เลยพาไปบ้าง เราไปเสาะแสวงหาเองบ้าง

แต่ที่ท่านทำไป ก็เพื่อให้เราได้เห็น และได้เข้าใจด้วยตัวเองว่า

แท้จริงแล้ว คำตอบที่เราตามหา มันอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ที่ตัวเราเอง


บอก สอน ไป ก็เท่านั้น เดี๋ยวไปได้ยิน ได้ฟัง อะไรมา

เดี๋ยวก็ไหวไปตามลม สู้ให้เข้าใจด้วยตัวเองอย่างถ่องแท้

เป็นการดีกว่า เจ็บเอง จำเอง


แต่บังเอิญว่า เรานั้นมีเหตุต้องมาลุยงานที่กรุงเทพฯ

และก็เป็นเหตุให้ตัวเรานั้น ได้เจอกับ STEPต่อไป



STEP IV “ การเจอกับฤาษี"


ช่วงเวลาของSTEP III และSTEP IV มันจะคาบเกี่ยวกัน

ในช่วงที่เรามา กทม ใหม่ๆ โห เคร่งมาก เนื้อสัตว์ไม่กิน

(ในประเด็นเนื้อสัตว์ไม่กินนี่ คือ มาจากแนวคิดที่ว่า

หนึ่ง เสริมบุญ บารมี

สอง ในเมื่อเรากินอาหารธรรมดา ธรรมดา ไม่ใช่กินสเต็ก

หรือเนื้อสัตว์ดีดี ก็ไม่กินมันซะ รสชาติก็คงไม่ต่างกัน)


ทำงานเสร็จกลับมา อ่านหนังสือ สวดมนต์(ยังใช้การสวดมนต์เดิม)

นอน ทีวีไม่ดู หนังไม่ดู คืออะไรที่มันขัดต่อการเดินทาง

สู่เป้าหมาย เราไม่ยุ่งเลย


คือ สไตล์ผมเป็นคนชนิดที่ว่า ถ้าถึงเวลาลงมือทำอะไรแล้ว

จะเหมือนหัวจรวด พุ่งเข้าชน เหมือนคำว่า "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน"

อะไรที่มันจะทำให้เราออกนอกลู่ นอกทาง หรือ

ดึงความสนใจเราไป ผมไม่เอาเลย


พอมาได้ไม่นาน ชีวิตก็ได้ไปพานพบ ฤาษี ท่านนึง

เค้ามาทำอะไรก็ไม่รู้ที่ออฟฟิศ มาเลย ใส่หนังเสือมาเลย

มีไม้เท้า มีชฎา มีหมวกเหมือนในหนังเลย


ผมก็เดินผ่าน แบบนอบน้อม แต่ไม่ได้สนใจอะไร

ท่านพูดขึ้นมาเลย

“ อื้ม เธอนี่ดูเหมือนเย็น แต่ในใจกลับร้อนรุ่ม "


คิดในใจ เอาอีกแล้ว ก็ต้องร้อนสิฟระ จะรีบพุ่งชนเป้าหมาย

ฮ่าๆ


เค้าก็นู่นนี่ นั่นไป ให้เครื่องรางของขลังมา

คนแรกไม่มีอะไรมาก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ก็ยังแอบถามถึง

เรากับคนอื่นอยู่บ่อย ๆ


คนที่สอง คนนี้แหละ ประเด็นสำคัญ ที่นำมาสู่การเข้าใจ

ในหลักธรรมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


คนที่สองนี้เป็นอาจารย์ที่หุ้นส่วนคนนึงของผมเคารพ

คนนี้ ไม่ได้หุ้มหนังเสือ แต่งกายธรรมดา แต่ก็เยอะไปด้วย

เครื่องรางของขลัง ดูก็รู้ว่าเป็น อะไรเกี่ยวกับจิตวิญญาณ

คือต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เวลาที่คนเราไม่มีที่

ยึดเหนี่ยวที่แน่นอน มันง่ายมาก ในการที่จะโดน

จูงไปทางใด ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น

ยิ่งง่าย เพราะมันมองไม่เห็นนี่ เป็นเรื่องความเชื่อ


ทีนี้แหละ นำไปสู่การเดินทางเข้าสู่โลกของพิธีกรรม

เทพ ผีสาง วิญญาณ เรื่องเหลือเชื่ออีกมากมาย

ที่มีเป้าหมายคือ ขอให้สิ่งเหล่านี้ช่วย เหมือนที่เค้าพูดกันว่า

เป็นการวิงวอน ต่อสิ่งเหล่านี้ ให้ช่วยเรา


ชีวิตในช่วงนี้ เรียกได้ว่า เริ่มเคร่งหนัก เพราะมันเหมือนกับ

ที่เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องเล่า ว่า คนที่มีวิชา จะมีข้อห้าม

นู่นนี่ นั่นมากมาย ซึ่งมันมีเหตุผลในตัวมันเอง


และพาลทำให้ชีวิตเรา เริ่มเพี้ยนๆ เพี้ยนในที่นี่หมายถึง

จะนู่น จะนี่ก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่ดี เดี๋ยวเสื่อม เด๊่ยวนั่น เดี๋ยวนี่

คือทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ ตัดสินว่า จริงไม่จริง เพราะเป็นสิ่งที่

ไม่อาจรู้ได้


คือ ในส่วนนี้ต้องบอกให้หลายคนเข้าใจเลยว่า

การที่ใครซักคน มาพูดอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้ถูก มันไม่ได้หมายความว่า

คนนั้น จะเป็นผู้รู้ ผู้นำทาง ที่ดีให้กับเราได้

ใครจะมาทำนายทายทัก ความเป็นตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ

เรื่องราวในชีวิต ถ้าเราคิดว่า คนที่สามารถบอกเรื่องราว

เหล่านี้ได้ ก็แสดงว่า สามารถนำทาง และกำหนดชีวิตเราได้


เราก็ลองถามตัวเองว่า ไอ่ที่พูดมาทั้งหมด ใครเป็นคนที่รู้ดีีที่สุด


ถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง นิสัยเราเป็นยังไง ตัวเราไม่รู้เหรอ

เรื่องราวในอดีตเป็นยังไง เราจำไม่ได้เหรอ

ชีวิตทุกวันนี้เป็นยังไง เราไม่รู้ไม่เห็นเหรอ

แล้วเรากำลังจะไปทางไหน เราก็ไม่รู้เหรอ


เพราะฉนั้นถ้าเราคิดว่า คนที่สามารถบอกเรื่องราวเหล่านี้ของเราได้

จะสามารถนำทางเราได้ เพราะฉนั้น ก็ต้องเป็นตัวเรานั่นแหละ

ที่นำทางชีวิตของเราเอง เพราะเรารู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเอง


ในตอนแรก ๆ ผมก็อาจจะเดินเข้าไป ด้วยความไม่มั่นคง

ของจิตใจตัวเอง แต่พอนานๆไป สิ่งที่เรากำลังเดินไป

มันก็จะพิสูจน์ตัวมันเอง ว่ามันใช่หรือไม่

ย้อนไปเหมือนตอนSTEP III ในเรื่องของการที่เราต้องอยู่กับความเป็นจริง

ไม่ใช่ความฝัน

ผมให้โอกาสกับทุกสิ่ง อย่างมีกำหนดเวลา และกำหนดเวลา

ส่วนมากที่ใช้เป็นเกณฑ์ ก็มาจาก โอกาสนั้นๆ เป็นตัวกำหนดมาเอง

ในเมื่อถึงเวลา แล้วมันไม่ใช่


เราก็ต้องทบทวน และพิจารณา ว่า ตกลงแล้วมันเหมาะกับเราหรือไม่

และเมื่อประกอบจากหลายๆสิ่งเข้าด้วยกัน

ด้วยเหตุและผล ด้วยสิ่งที่รู้สึก และสัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ก็นำไปสู่STEPสุดท้าย



STEP V “ อยู่กับปัจจุบัน"


ผมเป็นคนสไตล์ที่ว่า ทำอะไรต้องสุด ถ้าไม่สุดก็จะไม่หยุด

รักใคร รักให้สุดๆ พลาดขึ้นมาก็เหมือนสิบล้อแหกโค้ง

แล้วถามว่า เสียใจหนักมั้ย เสียใจหนัก แต่มันหนักแค่วันนี้

แต่มันไม่ตามติดเราไปในวันข้างหน้า


เมื่อเราเดินพ้นจากก้าวนี้ไป แล้วเวลาเราหันกลับมามอง

เราก็ไม่มีอะไร ต้องเสียดาย หรือ เสียใจ ว่าตอนนั้น ถ้า...

ไม่ต้องมีคำว่า ถ้า อีกต่อไป มันจบแล้ว มันจบลงที่ตรงนั้นแล้ว


THE SHOW MUST GO ON !


ทีนี้เมื่อผมทุ่มเทให้กับทางเดินสายนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติ

ในรูปแบบที่เค้าสอนมา พิธีกรรม ฯลฯ


พอถึงวันที่เราต้องทบทวน

เราก็ถามตัวเองว่า มันใช่หรือ มันเหมาะกับเราหรือ มันเป็นทางเดินของเราหรือ แล้ว เรามีความสุขกับมันจริงๆ รึเปล่า

เราเหมือนกระต่าย ที่เดินตามแครอท ที่มีคนผูกเชือกเอาไว้รึเปล่า

เราอยากได้สิ่งที่อยู่ข้างหน้า แต่ทางที่เรากำลังเดินไป มันไม่มีความสุข

แล้วมันใช่ทางเดินของเราเหรอ


เมื่อคิด และ พิจารณา ด้วยใจที่สงบแล้ว

ก็ตัดสินใจว่า"เราจะเดินทางสายที่พระพุทธองค์เป็นคนสอน

และคำสอนนั้น ต้องไม่ผิดหลักธรรมชาติ อะไรที่ผิดหลักธรรมชาติ

นั่นไม่ใช่ธรรมะ ที่แท้จริง !! “


เป้าหมายของเรา คือ ความสำเร็จทางโลก เป้นอันดับแรก

เพระาฉนั้น สิ่งทีเ่ราต้องการคือ เงิน คือ งาน

ถ้าเราเหาะเหินเดินอากาศได้ เราจะมีเงินมีงานมั้ย ??

ก็อาจจะได้ แต่ก็ไปอยู่นู่นคณะมายากล หรือไม่ก็คณะละครสัตว์

แต่ก็ติดที่ว่า ห้ามอวดอุตริ เพราะฉนั้นสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์


ถ้าเราเห็นอนาคต มีนิมิตร นู่นนี่นั่น มันจะทำให้เรามีเงิน

ก็ได้นะ ถ้าไปทำอาชีพเป็นหมอดู แต่เราจะทำมั้ย

ก็ไม่อีก เพราะฉนั้นก็ไม่มีประโยชน์

แล้วสิ่งที่มีประโยชน์ และใช้งานสำหรับเราคืออะไร


“ สติ"และ"การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง"

การที่เรารู้ว่า ตัวเองต้องใช้ชีวิตอย่างไร คิดอย่างไร

จึงจะอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข และ ทำอย่างไรจึงจะพัฒนาตัวเอง

ให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จทางโลก


ทำทาน ทำบุญ นู่นนี่นั่น เป็นการเติมอะไร นั่นเป็นการเติม

กองบุญ กองของอริยทรัพย์ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ยั่งยืน


ใช่ นั่นก็คือสิ่งที่เราต้องการ แต่ที่เราต้องการมาเป้นอันดับแรก

คือ โลกียทรัพย์

เพราะเรายังมีหน้าที่ มีภาระกิจ มีคนที่ต้องดูแล นี่จึงเป็น

สิ่งที่จำเป็นมากที่สุด สำหรับเรา ณ ในช่วงเวลานี้


ในแต่ละช่วงเวลา สิ่งต่างๆ ย่อมมีความหมาย และความสำคัญ

ที่ต่างกันออกไป เราต้องถามตัวเองว่า เรานั้นเกิดมาเพื่อทำอะไร

ในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเรารู้ เราก็จะเข้าใจว่า ในแต่ละช่วงเวลา

เราต้องเดินตามหา และให้นำ้หนักกับอะไรมากที่สุด

ถ้านอกเรื่องหน่อยก็ต้องบอกว่า เราจะรู้ว่าในแต่ละช่วงเวลา

เรานั้นควรจะรักคนแบบไหน ฮ่าๆ


เมื่อสรุปความได้ดังนั้น

จึงเริ่มที่ทำหนังสือสวดมนต์ ซึ่งประกอบกับมีคนขอมาให้ทำให้หน่อย

เป็นหนังสือที่เราทำ โดยมีการอ้างอิงจากพระสูตรเดิม

ที่มาจากสายหลัก ที่พระพุทธองค์สอนเอาไว้


ไม่ต้องหลายเล่ม เล่มไหนอะไรดี ก็โฮ้ะ ๆ ครูบาอาจารย์มากมาย

หลากหมายคาถา รจนา กันเป็นว่าเล่น


ช่างมัน เอาทางเดินหลักให้มั่นคง เหมือนเป็นวิชาหลัก

ส่วนอันอื่นที่สนใจ ก็เสริมลงไปเหมือนเป็นวิชาเลือกเอาละกัน

แต่ยังไงทางเดินหลักต้องมาก่อน


การปฏิบัติ ใช้วิธีที่เราคิดว่าใช่ คิดว่าเหมาะกับเรามากที่สุด

ไม่ต้อง เสกไฟ เรียกลม เรียกฝนได้ ไม่ต้อง ไม่ใช่ชาวนา

ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กลางป่า นอนบนคอนโด แอร์มี

ลมไม่ต้อง ห้องปิดมิดชิด

ค่าไฟจ่าย ค่าน้ำจ่าย จบ

เดี๋ยวการไฟฟ้า การประปา จะจ่ายมาเอง


ทีนี้เมื่อเราขีดเส้นทางหลักได้แล้ว เมื่อเราชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป้นมาก่อน

ไม่รู้ว่า ทำไมเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราเคยไม่เข้าใจ

พลันกลับทำให้เราได้คำตอบ แม้นอาจจะไม่ทุกเรื่อง


เหมือนคำว่า

“ ศีล ก่อให้เกิด สมาธิ สมาธิ ก่อให้เกิด ปัญญา "

ใครเข้าใจความหมายนี้บ้าง??




เมื่อก่อนเราได้ยิน ได้ฟัง ก็ อ๋อ ต้องมีศีล น้า

มีศีล มันดียังงั้น ยังงี้ บลาๆๆ


เพิ่งมาถึงบางอ้อ

(คือตอนที่คิดได้เนี่ย ไม่ใช่ เกิดจากการที่เราตั้งใจที่จะคิด

หรือที่เค้าเรียกว่า ปรีชาญาณ แต่มันเกิดจากการแว้บเข้ามาเอง

ชนิดที่ว่า เราต้องร้อง อ๋ออออออ มันเป็นแบบนี้นี่เอง

แบบนี้เค้าเรียกว่า ปัญญาญาณ )


เมื่อ อ๋อ แล้วเราก็คิดขยายความ หาคำอธิบายต่อ

ถ้ามองแบบหยาบๆ ในเรื่องนี้ ก็คงจะตอบว่า

ก็เพราะมีศีล ไอ่ที่เค้าห้ามไว้ มันเป็นทางที่ทำให้เกิดทุกข์

พลันเลยจะทำให้ไม่มีสมาธิเอา


วิธีการฝึกแบบลวกๆ ในเรื่องนี้

มีศีล ก่อน แล้ว พยายามสงบสติ เพื่อให้เกิดสมาธิ แล้วเดี๋ยวปัญญามันก็ตามมาเอง


แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป

ห้ามฆ่าสัตว์>>อารมณ์โกรธ โมหะ โทสะ

ห้ามลักขโมย>>โลภะ

ห้ามประพฤติผิดในกาม>>กามอารมณ์

ห้ามพูดเท็จ>>โลภะ(จริงๆ รวมไปถึงการพูดจาส่อเสียด>>ก่อให้คนอื่นเกิด โทสะ โมหะ หรือการพูดจาที่ก่อให้เกิดการยั่วยุทางอารมณ์>>กาม)

ห้ามดื่มสุรา>>ทำให้ตกอยู่ในอารมณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาได้ง่าย


พูดโดยสรุปว่า ถ้าเราไม่ตกอยู่ในอารมณ์ ใดๆก็ตาม เราก็จะมีสมาธิ ก็มันไม่มีอะไรให้ต้องคิดละนี่ เคลิ้มๆ ไม่มี


ถ้าจิตเราสงบ ปราศจากอารมณ์ เวลาที่เรามองอะไร เราก็จะเห็น

เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างแท้จริง ไม่มีการปรุง ไม่มีการแต่ง

ไม่มีการผสมความคิดของตัวเองลงไป

เห็น สัมผัส ได้ยังไง มันก็เป็นอย่างงั้น

เมื่อเราเห็นอย่างที่เป็น และเมื่อเราศึกษาธรรมในขั้นที่สูงขึ้นไปอีก

เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ เราก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น

เราเห็นถึงความไม่เที่ยงละนี่ เราจะไปยึดมันไว้ทำไม



EP 1

และอีกสิ่งนึงที่ได้กล่าวไว้ในSTEP I.V “ บวช"

เรื่องการบวช ในวันนี้ วันที่ผมมองย้อนกลับไป

ว่า คำพูดที่ว่ามันสงบมาก จนเกือบจะไม่สึก

คำพูดนี้ ถ้าในวันนี้ก็จะตีความว่า ยังเป็นคำพูดที่ไม่เที่ยง

ไม่เที่ยงเพระาอะไร เพราะ เรายังติดสุข กับสิ่งที่เกิดขึ้น

เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ แต่เดี๋ยวพอนานๆ ไปก็เบื่อ

ความยากมันอยู่ที่การที่เราต้องอยู่กับอะไรเดิมๆนานๆ

ยิ่งมีข้อจำกัดเยอะ ต้องเสพความว่างเปล่า นั่นแหละคือสิ่งที่ยาก

และ ในความเป็นสงฆ์เอง ก็มีปัญหา ไม่แพ้กับทางโลก

แต่ต่างกันที่รูปแบบที่เกิดขึ้น


EP 2 “ ความแตกต่างระหว่างการให้ทาน กับ การปฏิบัติ "


อย่างที่บอก หัวใจของการปฏิบัติ มันคือการมองเข้าไปข้างใน

แต่การให้ ก็ตามชื่อ มันออกไปข้างนอก ทีนี้ ก็ต้องบอกว่ามันดี

คนละอย่าง ให้ทานก็ดี มีเมตตา รู้จักการเสียสละทรัพย์

แต่ การปฏิบัติมันเป็นแนวทางที่จะทำให้เรานั้นได้เข้าใจ

ในความเป็นไปของตัวเอง ทุกสิ่งที่เป็น "ปัจจุบัน"

แล้วก็จะนำไปสู่การสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือการสละ

สิ่งที่เป็นตัวเราเอง ตัวตรู ของตรู คำนั้นแหละ

ถ้าเรานั้น เข้าใจตัวเอง ได้อยู่กับตัวเอง ไม่ว่าวันที่เราต้องเจอ

วันนั้น จะเป็นวันที่โหดร้าย หรือมีความสุข เราก็จะเผชิญ

มันอย่างมีสติ และ สามารถจัดการมันได้ และเข้าใจ

ในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง



แล้วทุกวันนี้ กิจกรรมทางธรรมของผมเป็นยังไง??


เต้น ครับ ผมฝึกจิตด้วยการ ออกไปเต้น เอ้อว ออกไปเต้น

ฮ่าๆ ม่ายช่ายย อันนั้นมันกิจกรรมทางโลก


ทุกวันนี้

เนื้อสัตว์บริโภคตามปกติ ไม่ได้ยึดติดว่าต้องกินหรือไม่กิน

สวดมนต์สวดทุกวัน ถ้าไม่ติดกิจกรรมทางโลกด้านนอก

ไม่ได้ยึดติด ว่าต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ไม่อะไรแบบนั้น

นั่งสมาธิ ก็ทำเป็นประจำ ตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวย

ให้ทาน ทำประจำ ตามแต่สถานการณ์ ไม่ได้ระบุว่า

โอย ช่วงนี้ต้องซื้อที่ดินบริจาควัด เพราะอยากมีบ้านอยู่

ไม่มี ไม่มีอารมณ์นั้น


ดูหมอ พอ !ขอชีวิตลิขิตเอง ฟังบ้างตามแต่เหตุ แต่ไม่ตั้งใจฟัง

ฟังเอามัน แค่นั้นพอ

พิธีกรรม ตามแต่สถานการณ์ เพระาทุกวันนี้ก็ยังได้วนเวียน

กับเรื่องเดิมๆ บ้าง เพราะมันติดในเรื่องอื่นที่พันกันอยู่

รู้ว่า ทำ แล้วไม่มีความสุข รู้ว่าไม่ใช่ทางของเรา

แต่ ปรับใจตัวเอง เพื่อให้ใช้ชีวิตทางโลกได้อย่างมีความสุข


เอาละ ท้ายสุด บทสรุปทางธรรม


อย่างที่บอกไปเมื่อวาน เรื่องที่ผมเล่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผม

เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ จากความคิด ที่เคยเกิดขึ้น

และกำลังเป็นไป


เพราะฉนั้น เหมือนคำพูดที่ว่า

"โลกนี้ไม่มีอะไรถูก อะไรผิด มีแต่ใช่ หรือไม่ใช่ ก้เท่านั้น "

อันนี้ที่ผมเล่า มันคือ สิ่งที่ใช่สำหรับผมในแต่ละช่วงเวลา

เพราะฉนั้น ใครที่มีทางเดิน มีความเชื่อที่ต่างออกไป

ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นผิด ไม่ใช่เป็นเช่นนั้น


เพียงแต่ เรานั้นมีทางเดินที่ต่างกัน แต่เรามีจุดหมายเดียวกัน

นั่นคือการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ อย่างมีความสุข และสมหวัง

ดังเป้าหมายที่วางเอาไว้


และทุกสิ่งที่ผมเล่ามา ก็เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติจึงจะเข้าใจ

เพราะฉนั้น ทุกคนที่อ่านก็คงยากที่จะเข้าใจ หากปราศจาก

การปฏิบัติ และการปฏิบัตินั้น ไม่ใช่เพื่อหนีจากโลก

ความจริง ที่แสนวุ่นวาย แต่เป็นการปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจตัวเอง

และเข้าใจในความเป็นไปของโลกใบนี้


และผมก็เชื่อว่า หากทุกคนปฏิบัติก็จะพบแต่ความสุข

เจริญ รึเปล่าไม่รู้ รู้แต่คุณจะมีความสุขไปกับชีวิตของคุณเอง

ขอบคุณ ข้าพพระพุทธเจ้านาย....เย้ยย ม่ายช่าย นั่นมั่นวันพ่อแล้ว

ฮ่าๆ ยาวหน่อยเด้อ ^^ 










     Share

<< ทางธรรมปฐมบทโอม จงเงย >>

Posted on Thu 6 Dec 2012 15:06
Thank you for writing this page krub. At least, it is very helpful to me.
:)
Beer   
Fri 7 Dec 2012 14:48 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh