30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: ท้ายสุดบทสรุปแห่งฝันตอนจบ
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: ท้ายสุดบทสรุปแห่งฝัน 1
1-7 วันที่ผ่านมา
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 30
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 26-29
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 25
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 23-24
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 23.5
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 22
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 20-21
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 18-19
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 17
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 16
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 15
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 13 - 14
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 12
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 10,11
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 9
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 8
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 7
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 6
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 5
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 4
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 3
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 2
30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 1
Party on the beach ตอนจบ
Party on the beach ch2
ซากาโมโต้ คุง
เช้าจรดค่ำ
การ์ตูน
Change Talk
เล่าศิลปะ
เรื่องเล่าแบบติดๆ ต่อๆ
คิดในส่วนดี
สัปดาห์ที่เยอะแยะ
การ และ งาน
อาทิตย์หลังวาเลนไทน์
วาเลนไทน์อันร้อนแรง
OiLy
Mody
คุณตูน
คุณต้อม






 


เอ้อว ก็ว่าเหมือนจะลืมอะไร ที่แท้เพ่ิงนึกออก


ลืมเพ้อ เจ้อ !!


ตาย ๆ ๆๆ ยังไม่แก่เลย หลงๆ ลืมๆ ซะละ ฮ่าๆ


30วันแห่งความเพ้อเจ้อ


วันที่7 :: หนังสือเล่มโปรด ของนักเขียนคนโปรด


งั้นก็หมายความว่า ให้เราเลือกหนังสือเล่มที่เราชอบมากที่สุด

จากนักเขียนที่เราชื่นชอบมางั้น รึ ? ?


ออล ไร้ !


เรื่องนี้น่าจะเพ้อไม่ยาว น่าจะนะ ฮ่าๆ


นักเขียนคนโปรด


คนที่หนึ่ง

วิกรม กรมดิษฐ์


หนังสือเล่มที่โปรด จากผลงานของเค้า

แน่นอนต้องเล่มนี้


ผมจะเป็นคนดี ทั้งภาค

"ไฟฝัน..วันเยาว์"และ"ก่อร่างสร้างธุรกิจ"

30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ วันที่ 7

30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ วันที่ 7


หลายคนคงรู้จักผู้ชายคนนี้ดีCEOยักษ์ใหญ่แห่งอมตะนคร


เหตุที่ชอบหนังสือ สองเล่มนี้มากเป็นพิเศษ ? ?


ผมชอบ เพราะ ว่า หนังสือสองเล่มนี้ถ่ายทอด มุมชีวิต

ในมุมมืดทางจิตใจของเค้า ก่อนที่จะเค้าจะประสบความสำเร็จ

มันเจ๋ง ตรงที่เค้ากล้าพูดความไม่ดี ของตัวเอง ออกมาให้คนอื่น

รับรู้ และจากข้อนี้เอง ก็เป็นประโยชน์มากมายให้กับคนในสังคม

เพราะมันเหมือนการออกมาบอก ทุกคนว่า

คนที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำอะไรผิด

ไม่เคยเลว ไม่เคยแย่ คนที่ประสบความสำเร็จที่เราเห็นๆ

ก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ทั่วไป มีรัก โลภ โกรธ หลง

เคยทำผิด ร้ายแรงบ้าง เบาบ้าง คละเคล้ากันไป


แต่


เมื่อเราทำผิดแล้ว เราจะแก้ไขชีวิตเรายังไง ให้กลับมาเดิน

บนเส้นทางที่ถูกต้อง

เมื่อเรา วาดรูปตามความคิดของเรา แต่มือเราอาจจะไม่ไปตาม

ใจต้องการ แต่แล้วเมื่อเรารู้ตัวแล้วว่า เราลากเส้นผิด

เราจะแก้ไขมันยังไง ด้วยการลบ ? ? หรือว่า

เราจะลากมันไปต่อ แล้วรังสรรค์มันขึ้นมาเป็นรูปภาพใหม่

ที่อาจจะต่างจากที่ใจเราต้องการในตอนแรก


นี่ต่างหากคือ ความเจ๋งของคน

ผิดได้ พลาดได้ แต่คำถามต่อไป แล้วจะยังไงต่อ

จะพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาส หรือ จะเลือกที่จะด่าทอโชคชะตา

ของตัวเอง ก็เลือกเอา


พอเราอ่านแล้ว เราก็ได้แง่คิดในส่วนนี้

มันทำให้เรามีสติมากขึ้น เวลาที่เราทำอะไรพลาดพลั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ หรือ การกระทำ

มันทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ว่า

“เราจะรังสรรค์เรื่องราวต่อจากนี้ยังไง ให้มันกลายมาเป็นแต้ม

ต่อในชีวิตเรา ไม่ใช่แต้มที่เราทำหล่นหายไป"


..............................


คนที่สอง


David J. Lieberman

เดวิด เจ.ไลเบอร์แมน


หนังสือเล่มโปรด จากผลงานของเค้า

ต้องถือว่าเล่มนี้เป็นหนึ่งในสอง ที่ผมถือว่าเป็นคัมภีร์วิชามาร เป็นคัมภีร์วิชาไหมฟ้า


“คู่มือสะกดใจคน"

Get anyone to do anything

30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ วันที่ 7


ต้องถือ เดวิด เจ มีผลงานดังๆ เกี่ยวกับจิตวิทยาออกมามากมาย

เพียงแต่ เล่มที่ผมบอกนี่จะเป็นเล่มแรกๆ ที่ออกมา และ

เป็นเสมือนเล่มนำร่อง ที่เต็มไปด้วยวิชา ขอใช้คำว่า"วิชา"

เพราะมันไม่ใช่แค่เนื้อหา หรือ ทฤษฎีหลักลอยทั่วๆไป

แต่มันเป็น วิชาภาคสนาม ที่คุณใช้ปุ้บ ได้ผลปั้บ !!


ซึ่งเรื่องนี้ ผ่านการทดลองภาพสนาม โดย เดวิด แชมป์

มาหลายสนามแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า

...มันเป็นที่สุดของแจ้จริงๆ...


ที่ผมบอกว่า เป็นวิชามาร คือเราสังเกตุสิ ว่าในหนังจีน เวลา

มันมีใครทำตัวแปลกๆ ไม่ค่อยอยู่ในกรอบ ก็จะถูกเรียกว่า

"พวกมาร"

หรือ ถ้ามีวิชาไหน ที่มันเจ๋งหนับ และลึกล้ำแบบร้อนแรง

ก็มักจะถูกเรียกว่า

“วิชามาร"


ซึ่งวิชาจากหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกัน เราสามารถใช้มัน

จัดการกับคนอื่น โดยที่ยังไม่ต้องสำเร็จทุกกระบวนท่า!!


ฮ่าๆ

ผมอธิบายเว่อไปมะ


แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ซึ่งยอมรับตรงๆ ว่าผมไม่ค่อยอยาก

จะแนะนำคนอื่นเท่าไหร่ เพราะถ้ามันถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

จะมีคนเดือดร้อนเป็นแน่แท้

เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายเคส ที่ผมนำไปสอนคนอื่น

และสนุกที่ได้ติดตามผล แต่มันเกิดบนความเดือดร้อนของคนอื่น

เพราะมันเป็นเรื่อง จิตวิทยา


แต่


ชัด ชัด ช่า


ผมยังมีก้อก มีแก้ก อีกนิดหน่อย ฮ่าๆ


หากเล่มนี้เป็นเหมือนน้ำมันมีเทน แน่นอนเราก็ย่อมต้องมี

ยานพาหนะดีดี ที่สามารถรองรับความแรง

อีกทั้งสามารถส่งเสริม กันและกันด้วย


ที่ผมพูดแบบนี้ก็เพราะว่า จริงๆ แล้วมันต้องมีหนังสืออีกเล่มนึง

ที่ต้องถือว่า เป็นหนังสือด้านจิตวิทยา ที่เรียกได้ว่า

เป็นที่สุดของแจ้ อีกเช่นเดียวกัน


บังเอิญว่าผม ได้หนังสือสองเล่มนี้มาพร้อมๆ กัน

ซึ่งพออ่านไป พร้อมๆ กันแล้วตกใจ เฮ้ย เล่มนึงมันเป็นเหมือน

ตัวขยายความ ทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้น มันเป็นหลักเดียวกัน !!


แต่เลือกใช้หนทางในการอธิบายคนละแบบ!!

นี่มัน คัมภีร์จ้าวยุทธภพ ชัด ๆ !!


ซึ่งหากใครที่ได้มีโอกาสอ่าน ก็หวังว่าจะนำไปมันไปใช้

ในทางที่สร้างสรรค์กันนะครับ เพราะผมก็คิดว่า มาสเตอร์เดวิด

ที่สอนวิชานี้ให้กับผม ก็คงไม่อยากที่จะต้องเห็นคนบริสุทธิ์

ตกเป็นเหยื่อในวิชานี้...ฟังแล้วดูดีมั้ยครับ ฮ่าๆ



ซึ่งผมเคยปฏิญาณตนเองว่า จะไม่สอนให้กับใคร เพราะ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มันไม่โอเอาซะเลย

แต่ล่าสุด ผมก็ได้ใช้มันเพื่อช่วยน้องผู้หญิงคนนึง ที่กำลัง

บ้าบอไปแล้ว จะไปทำน้ำมันพราย ที่เขมร จะซื้อตั๋วจะเดินทาง

ด้วยความรักเหมือนน้อง ก็เลยจำเป็นต้องบอกว่า เอางี้ละกัน

พี่จะช่วย แต่ทำตามที่พี่บอกก็แล้วกัน แต่บอกก่อนนะ

ดึงมาไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าวันนึงมันไม่ใช่ขึ้นมา จะมาบอกให้

พี่พาเค้าออกไปไม่ได้นะ เพราะถ้ามารอบนี้ มาแรง !!


และบัดนี้ ชีก็ได้ดิบได้ดี บอกว่า ถ้าลงเอยกันเร็วๆ นี้

จะพาอาจารย์ไปเลี้ยงมื้อใหญ่ๆ เลยนะฮะ

อะไรมันจะไวปานนั้น จากคนที่วิ่งหนีแบบไม่หันหลังกลับ

แต่พอลองใช้วิชาปั้บ กลับมาไม่ถึงเดือน บอกอยากไปเจอครอบครัว เพื่อคุยเป็นเรื่องเป็นราว โอ่โหะ เดอะฟาสจริงๆ



........................



คนที่สาม


ท่าน ว.วชิรเมธี


หนังสือเล่มโปรดจากผลงานของท่าน


ต้องบอกว่า เลือกยากจริงๆ เพราะแต่ละเล่มมีดีไม่เหมือนกัน

งั้นผมขอยกเล่มนี้ก็แล้วกัน เพราะเขียนเกี่ยวกับลุงของผม


เรามีเวลาจำกัด

Our time is limited


30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ วันที่ 7


เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะเขียนเกี่ยวกับลุงของผม นั่นก็คือ

ลุง สตีฟ จอบส์ ผู้ล่วงลับนั่นเอง


ซึ่งเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ได้ถ่ายทอดแง่คิดดีดีมากมาย

ที่เราควรค่าแก่การอ่าน เพราะคติทางธรรมที่เกิดขึ้น ส่วนมาก

เป็นคติที่ถูกนำมาพูดถึงในการใช้งาน ทางโลกแบบเข้าใจไม่ยาก

ซึ่งก็เป็นงานเขียนตามสไตล์ของท่าน ว.


และตรงจุดนี้เอง ก็เป็นจุดที่ทำให้ผมชื่นชอบงานเขียน

และการบรรยายของท่าน เพราะการพูดของท่าน รวมถึง

หลักการที่ท่านถ่ายทอดออกมา มันสามารถนำมาใช้

ได้กับชีวิตปัจจุบันของเรา กับชีวิตทางโลกของเรา

ลองถ้าท่านเขียน โยม เวลาทำธุรกิจนะโยม เมตตานำ ไม่ต้อง

ทำกำไรก็ได้ ถ้าท่านเขียนแบบนี้ ผมคงอนุโมทนา ลาก่อน

ตั้งแต่บรรทัดแรก ในที่นี้ ผมหมายถึง ท่านพยายามสอนให้

เรานั้นตระหนักถึงหน้าที่ของเรา อย่าเอาหลักธรรมไปปะปน

เหมือนดังที่พระพุทธองค์ท่านได้สอนเอาไว้

แต่ ณ ปัจจุบัน พระมากมาย ได้ทำให้คนเข้าถึงหลักธรรมยาก

ขึ้น เพราะไปสอนแบบผิดๆ สอนในหลักที่มันขัดกับสิ่งที่เค้าเป็น


มันเลยทำให้คนวิ่งเข้าหา เรื่องไสยศาสตร์กันมากขึ้น เพราะ

ทำปุ้บได้ปั้บ ไม่ต้องเปลี่ยนวิถีของตัวเองที่เคยเป็นมา

ไม่ต้องทำตัวแปลกในโลกที่ตัวเองอยู่


และในหนังสือเล่มนี้ เอง ก็ทำให้คนอ่านสามารถเข้าใจ แลตระหนัก ถึงคุณค่าของเวลา ได้มากขึ้น อ่านแล้วน่าประทับใจ

ครับ อย่าไปคิดว่าเป็นหนังสือธรรมะ คิดซะว่า

เป็นหนังสือKnow how ทางโลกอีกเล่มนึงก็แล้วกัน

ผมจะลองยกตัวอย่างคำพูดจากหนังสือเล่มนี้มาให้อ่านกัน


ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้า เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด

ที่ผมรู้จัก ที่ผมใช้ในการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต


เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง

ความภาคภูมิใจ ความกลัวการหน้าแตก

และความผิดพลาดทั้งหลาย

ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย ...เมื่อเทียบกับความตาย...


เหลือเพียงสิ่งที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น มรณานุสติเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ที่ผมรู้ ที่จะหลุดพ้นจากบ่วงความคิดที่ว่า

เรามีอะไรต้องเสีย เราทุกคนเปล่าเปลือยอยู่แล้วครับ

ไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่เราจะไม่ทำตามสิ่งที่ใจเราต้องการ


....สตีฟ จอบส์ .....



มีอีกสองคำพูดที่ผมชอบมาก


งานของคุณคือการเติมเต็มส่ิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ

และ ทางเดียวที่จะพอใจได้คือ การทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี

และ ทางเดียวที่จะทำงานที่ดีได้ คือ. . . รักในสิ่งที่ทำ. . .


ถ้าคุณหาไม่เจอก็หาต่อไป อย่าหยุด ทุกสิ่งที่สำคัญอยู่ในใจ

คุณจะรู้เองเมื่อหาเจอ เหมือนกับเรื่องของความสัมพันธ์

ที่คุณจะทำให้ดีขึ้นในทุกๆ ปี ฉะนั้น

จงมองหาจนกว่าจะเจอ และอย่าหยุด


...........


เวลาของคุณมีจำกัด

อย่าเสียเวลาไปอยู่ในชีวิตของคนอื่น

อย่าไปอยู่ในกฎ เพราะนั่นหมายถึงการใช้ชีวิตในผลลัพท์

ที่ผู้อื่นคิด


อย่าให้เสียงของคนอื่นมาเอาชนะเสียงภายในตัวคุณ

และที่สำคัญที่สุด

. . . จงมีความกล้าพอที่จะตามสัญชาตญาณ

และใจของคุณ เพราะมันรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณต้องการจะเป็นอะไร. . .

สิ่งอื่นๆ คือเรื่องรองลงไป


...............


ท้ายสุด ผมอยากจะฝากสิ่งนี้เอาไว้

จากหนังสือเล่มนี้เช่นเดียวกัน


ผมว่าครึ่งนึงของสิ่งที่แยกระหว่างเจ้าชองกิจการ

ที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จ

ก็คือ

. . . ความไม่ยอมแพ้. . .


ขอบคุณครับ

^^

     Share

<< 30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 630 วันแห่งความเพ้อเจ้อ :: วันที่ 8 >>

Posted on Sun 7 Apr 2013 21:28
Hello, is it rite to only study from textbooks not to visit world wide web for latest updates 30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ วันที่ 7 - Diary of Mysterryboy , what you say friends?
Gucci Bags Sale   
Fri 9 Aug 2013 5:57 [3]
 

For the reason that the admin of this website is working, no question very shortly it will be well-known 30 วันแห่งความเพ้อเจ้อ วันที่ 7 - Diary of Mysterryboy, due to its quality contents.
Moncler Online,Moncler Jackets,Moncler Coats,Moncler Sale   
Thu 8 Aug 2013 2:21 [2]
 

?????????????????????????????????????????????????
????? ????? ??   
Tue 9 Jul 2013 2:05 [1]
 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh